thansettakij
thansettakij
ติง!กดเพดานดอกเบี้ยผลักรายย่อยกู้นอกระบบ

ติง!กดเพดานดอกเบี้ยผลักรายย่อยกู้นอกระบบ

20 มิ.ย. 64 | 19:10 น.

โบรกเผย ปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อไม่มีผล มองหากลดจริง กลุ่มนอนแบงก์กระทบมากสุดโดยเฉพาะบัตรเครดิต ชี้ทำประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในระบบยากขึ้น หวั่นหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ

หุ้นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจอย่างกลุ่มการเงิน ยังคงมีประเด็นเข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะมีมาตรการช่วยเหลือ ยืดหยุ่น เพื่อไม่ให้เกิดหนี้เสียมากขึ้น ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ยและกำกับดูแลบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจำนำทะเบียนด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์ และธนาคารพาณิชย์ 

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่าหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ปรับลดลงหลายแห่ง จากที่ต้องปรับลดเพดานดอกเบี้ย จากปัจจุบันของบัตรเครดิตอยู่ที่ 16% สินเชื่อส่วนบุคคลที่ 25% และสินเชื่อจำนำทะเบียน 24% โดยดัชนีหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2465 โดยปิดที่ 5,851.97 จุด และลดลง 215.54 จุด หรือ -3.68% เมื่อเทียบกับวันที่ 16 มิถุนายน 2564 ปิดที่ 5,636.43 จุด 

ติง!กดเพดานดอกเบี้ยผลักรายย่อยกู้นอกระบบ

นายธนวัฒน์ รื่นบันเทิง นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.–) ทิสโก้ จำกัดเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ช่วงนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะปรับลดเพดานดอกเบี้ย เพราะได้ลดไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2563 และปัจจุบันดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารก็อยู่ในระดับตํ่ากว่าตลาด อีกทั้งยังจะทำให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากขึ้น อาจทำให้เกิดการกลับไปใช้หนี้นอกระบบแทน โดยมองว่า ควรใช้วิธีปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการหนี้มากกว่า

“หากเกิดขึ้นจริง จะกระทบกับรายได้ธุรกิจบัตรเครดิตมากที่สุด โดยเฉพาะบริษัทที่ทำธุรกิจบัตรเครดิตโดยตรง ส่วนธนาคารพาณิชย์จะได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากสินเชื่อที่อยู่อาศัย รถยนต์ และสินเชื่อบุคคล ปัจจุบันตํ่ากว่าเพดานอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นนั้น ไม่มีผลต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธปท. เพราะต้องพิจารณาเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก คาดว่าปี 2565 ก็จะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยของไทย”

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัดกล่าวว่า ประเมินว่า ธปท.ได้ปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลรอบก่อน เพื่อช่วยลดผลกระทบของผู้บริโภคไปแล้วตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2563  ทั้งปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลจาก 28% เหลือ 25%, สินเชื่อจำนำทะเบียนจาก 28% เหลือ 24% และดอกเบี้ยบัตรเครดิต จาก 18% เหลือ 16% แม้ปัจจุบันผู้ให้บริการสินเชื่อบุคคลส่วนใหญ่จะคิดดอกเบี้ยตํ่ากว่าเพดานอยู่แล้ว แต่หากธปท.ปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลในอนาคต จะกระทบต่อผู้ประกอบการกลุ่มเช่าซื้อบ้าง เนื่องจากผู้ให้บริการสินเชื่อมีแนวโน้มจะปรับลดดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้าลงด้วยเช่นกัน นอกจากนี้คาดว่า ทุกๆ 1% ที่ปรับลดลง จะกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) (TIDLOR) ลดลง 18.3%, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) ที่ 12.8%, บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (AEONTS) ที่ 9.2% และบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SAWAD) ที่ 7.0% และหากย้อนดูกำไรสุทธิปี 2563 ของผู้ให้บริการสินเชื่อ MTC, SAWAD และ TIDLOR พบว่า เติบโตต่อเนื่องจากสินเชื่อสุทธิที่โตต่อเนื่อง และมีเพียง AEONTS ที่กำไรสุทธิปี 2563 อ่อนตัวลง 7.2% จากผลกระทบของโควิด-19

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ที่มีสัดส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตและบุคคลมากสุดคือ กรุงไทย(KTB)ราว 24% ของพอร์ตสินเชื่อ ส่วนบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TISCO) 15% โดยภาพรวมยังมองผลต่อประมาณการกลุ่มมีจำกัดซึ่งประมาณการปี 2564-65 ให้นํ้าหนักไปที่ Credit Cost และคุณภาพสินทรัพย์เป็นหลัก อีกทั้งมองว่า โอกาสในการเกิดยังต้องติดตาม เพราะธปท.กำหนดเพดาน ขั้นตํ่าในกลุ่มสินเชื่อข้างต้นช่วงเดือนกรกฎาคม 2563 การปรับลดเพดานดอกเบี้ยติดต่อกัน อาจส่งผลให้ผลตอบแทนของธนาคารเทียบกับความเสี่ยงไม่คุ้ม และนำไปสู่การที่ธนาคารพาณิชย์คุมเข้มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และไม่ส่งผลดีต่อประชาชน 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,689 วันที่ 20 - 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564