thansettakij
thansettakij
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่า” ที่ระดับ  31.19 บาท/ดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่า” ที่ระดับ 31.19 บาท/ดอลลาร์

01 มิ.ย. 64 | 00:50 น.

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท-ได้รับแรงหนุนฝั่งแข็งค่า จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “แข็งค่า” ที่ระดับ  31.19 บาท/ดอลลาร์จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์  คาดกรอบวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.25 บาท/ดอลลาร์

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า แม้ว่าวานนี้จะเป็นวันหยุดในฝั่งสหรัฐฯ ทว่า โดยรวมตลาดการเงินก็กลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้เล่นในตลาดการเงินกลับมาขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพื่อรอดูสัญญาณการฟื้นตัวของการจ้างงานในฝั่งสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อได้ โดยแรงเทขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในฝั่งยุโรป ที่นักลงทุนทยอยขายทำกำไรหุ้นยุโรป กดดันให้ ดัชนี STOXX50 ปิดลบราว 0.76% ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ที่ปรับตัวลดลงจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม (Industrial) อาทิ Bayer -1.42%, Airbus -1.24% รวมถึง หุ้นในกลุ่มธนาคารและการเงินที่ทยอยปรับตัวลดลง (BNP Paribas -1.12%, Allianz -1.08%, Safran -1.08%)

 

นอกจากนี้ ภาพตลาดที่เริ่มกลับมาระมัดระวังตัวมากขึ้น ยังสะท้อนผ่านตลาดฟิวเจอร์ โดย ฟิวเจอร์ดัชนีตลาดหุ้นในฝั่งสหรัฐฯ อาทิ ฟิวเจอร์ดัชนี Downjones, S&P500 และ Nasdaq ก็ล้วนปรับตัวลดลงเล็กน้อย

 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าบรรยากาศโดยรวมจะไม่สดใสนัก ทว่าในฝั่งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ต่างก็ปรับตัวขึ้นไม่น้อยกว่า 1% หลังจากที่กลุ่ม OPEC+ เปิดเผยในรายงานว่า ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปีนี้ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 96.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และยังมองว่า ตลาดน้ำมันโลกอาจเผชิญภาวะตึงตัว เนื่องจากการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของความต้องการใช้น้ำมัน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในอัตราเฉลี่ย 1.4 ล้านบาร์เรลต่อปี อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะจับตาการประชุมรายเดือนของสมาชิกกลุ่ม OPEC+ ในวันนี้ เพื่อติดตามแผนการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ที่คาดว่าจะมีการทยอยเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึง แนวโน้มการเพิ่มกำลังการผลิตและส่งออกน้ำมันของอิหร่าน

 

ในส่วนตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) อ่อนค่าลงสู่ระดับ 89.79 จุด กดดันโดยการแข็งค่าขึ้นของเงินยูโร (EUR) สุ่ระดับ 1.2229 ดอลลาร์ต่อยูโร และ เงินปอนด์ (GBP) ที่แข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.4224 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ตามแนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศยูโรโซนและอังกฤษ 

สำหรับวันนี้ ผู้ในเล่นตลาดส่วนใหญ่จะยังคงติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดย ตลาดมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่าน การขยายตัวของทั้งภาคการผลิตอุตสาหกรรม โดยในเดือนพฤษภาคม ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (ISM Manufacturing PMI) จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.9 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว)

 

ส่วนในฝั่งเอเชีย ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.10% เพื่อประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และอาจจะเริ่มส่งสัญญาณทยอยใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นได้ หลังจากที่ออสเตรเลียสามารถคุมสถาณการณ์การระบาดของ COVID-19 และแจกจ่ายวัคซีนได้ดี

 

แนวโน้มค่าเงินบาท  โดยรวมค่าเงินบาทยังคงแกว่งตัวในกรอบ เพราะแม้ว่า เงินบาทจะได้รับแรงหนุนฝั่งแข็งค่า จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ รวมถึง โฟลว์ขายทำกำไรทองคำ (ขายกำไรบนสกุลเงินดอลลาร์ และแลกกลับมาเป็นเงินบาท) แต่ ค่าเงินบาทก็ยังมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าอยู่ จากปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นฝั่งขายสุทธิสินทรัพย์ไทย

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเช้านี้ (1 มิ.ย.) แข็งค่าทดสอบแนว 31.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะกลับมาปรับตัวที่ระดับ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ (9.30 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นตามภาพรวมของสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียและค่าเงินหยวน ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ยังคงขาดปัจจัยใหม่ๆ มากระตุ้น (ตลาดการเงินสหรัฐฯ ปิดทำการเมื่อคืนที่ผ่านมา เนื่องในวัน Memorial Day) 

อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามสถานการณ์เงินหยวนในระหว่างวันอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ทางการจีนประกาศให้สถาบันการเงินเพิ่มสัดส่วนกันสำรองสกุลเงินตราต่างประเทศมาที่ 7% ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อชะลอทิศทางการแข็งค่าของเงินหยวนที่เพิ่งจะทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 3 ปีไปเมื่อเร็วๆ นี้ 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 31.15-31.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยติดตามที่สำคัญวันนี้ จะอยู่ที่สถานการณ์โควิด 19 ของไทยและต่างประเทศ  รวมถึงดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีน อังกฤษ ยูโรโซน และสหรัฐฯ รวมถึงดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนพ.ค. รายงานโดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ