thansettakij
thansettakij
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “ทรงตัว” ที่ระดับ  31.26 บาท/ดอลลาร์

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “ทรงตัว” ที่ระดับ 31.26 บาท/ดอลลาร์

31 พ.ค. 64 | 00:21 น.
อัปเดตล่าสุด :31 พ.ค. 64 | 08:41 น.

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทยังมีทิศทางเคลื่อนไหวในกรอบ ตามเงินดอลลาร์ และ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ “ทรงตัว” ที่ระดับ  31.26 บาทต่อดอลลาร์ หรือไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.15-31.45 บาท/ดอลลาร์ ส่วนกรอบวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.20-31.30 บาท/ดอลลาร์ -จุดสนใจของตลาดในประเทศจะอยู่ที่ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในเดือนเม.ย. ซึ่งธปท. จะรายงานในช่วงบ่ายของวันนี้

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์   นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในฝั่งสหรัฐฯ ดีขึ้น จากการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางในโซนเอเชียก็เลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

 

สำหรับสัปดาห์นี้ ควรจับตา การฟื้นตัวเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ รวมถึง ข้อมูลเศรษฐกิจในฝั่งเอเชีย พร้อมทั้ง ติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เช่น ประธานเฟด

 

โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

 

ในฝั่งสหรัฐฯ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่าน การขยายตัวของทั้งภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดยในเดือนพฤษภาคม ตลาดมองว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.9 จุด และ 63 จุด ตามลำดับ (ดัชนีเกิน 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว) ขณะเดียวกัน การจ้างงานในเดือนพฤษภาคม ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น หลังประชาชนส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะกลับเข้ามาทำงานมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทยอยเปิดประเทศ การลดสวัสดิการช่วยเหลือผู้ตกงาน และแนวโน้มค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้นราว 5 แสนตำแหน่ง ดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มเพียง 2.7 แสน ตำแหน่ง นอกจากนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด ในวันศุกร์ เพื่อติดตามมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสที่เฟดจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยเฉพาะ การปรับลดคิวอี (QE Tapering)

 

ส่วนในฝั่งยุโรป การฟื้นตัวเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มสดใส โดยยอดค้าปลีกของยุโรป (Retail Sales) ในเดือนเมษายนจะปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 25% จากปีก่อนหน้า

 

ขณะที่ในฝั่งเอเชีย ปัญหาการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 ในหลายพื้นที่ของเอเชีย โดยเฉพาะในญี่ปุ่น อาจทำให้ แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจญี่ปุ่นสะดุดลงได้ในระยะสั้น หลังจากที่ ในช่วงต้นปี เศรษฐกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดี โดยตลาดคาดว่า ยอดค้าปลีกในเดือนเมษายนอาจขยายตัวกว่า 15% จากปีก่อนหน้า แต่ก็อาจชะลอตัวลงในระยะสั้นจากปัญหาการระบาดระลอกใหม่ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่สดใส ซึ่งได้ช่วยให้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนผ่าน ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนเมษายน ที่โตกว่า 16% จากปีก่อนหน้า ส่วนในฝั่งจีน เศรษฐกิจยังคงเดินหน้าขยายตัว ชี้โดย ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและการบริการ (Caixin Manufacturing & Services PMIs) ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52 จุด และ 56 จุด ตามลำดับ นอกจากนี้ เรามองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.10% เพื่อประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

 

และในฝั่งไทย ปัญหาการระบาดของ COVID-19 รวมถึงความไม่แน่นอนของการแจกจ่ายวัคซีน จะกดดันความเชื่อมั่นของประชาชนต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) เดือนพฤษภาคมที่จะปรับตัวลดลงต่อเนื่องสู่ระดับ 44 จุด ขณะเดียวกัน การบริโภคในประเทศที่ยังคงซบเซา รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของภาครัฐ อาจกดดันอัตราเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคม ให้ชะลอตัวลงมาสู่ระดับ 2.5% หลังจากที่เร่งตัวขึ้นในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ฐานราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับต่ำมากในปีก่อนหน้าจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนให้เงินเฟ้อในปีนี้อยู่ในระดับสูงไปอีกราว 2 เดือน

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาทจะยังมีทิศทางเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideways) ตามเงินดอลลาร์ และ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเราเชื่อว่า เงินดอลลาร์ยังคงถูกกดดันด้วยถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ที่ยังไม่รีบปรับลดคิวอี อย่างไรก็ดี ต้องระวังความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจกลับมาได้ หากยอดการจ้างงานสหรัฐฯ ยังมีปัญหา ซึ่งภาพดังกล่าว อาจทำให้ตลาดปิดรับความเสี่ยงจากประเด็นเงินเฟ้ออีกครั้ง หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ในระยะสั้น อนึ่งหากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ก็อาจไม่กดดันเงินบาทให้อ่อนค่าไปมาก เพราะผู้ส่งออกก็รอทยอยขายดอลลาร์ และผู้เล่นในตลาดก็อาจทยอยขายทำกำไรทองคำ หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้

 

ทั้งนี้ในส่วนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ เรามองว่าปัญหาการระบาดของ COVID-19 และความวุ่นวายของการจัดหาและแจกจ่ายวัคซีนนั้น จะยังคงทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่กล้ากลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้เงินบาทยังมีแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากแรงเทขายหุ้นไทยจากนักลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้นจากทิศทางเงินดอลลาร์ที่ยังคงเป็นแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ (Sideways) และ ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่มีแนวโน้มไหลออกสุทธิต่อเนื่อง ยังคงทำให้เงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบตามเดิม จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาในตลาด

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเช้านี้ (31 พ.ค.) ทรงตัวอยู่ในกรอบแคบๆ ที่ระดับประมาณ 31.25-31.28 บาทต่อดอลลาร์ฯ ใกล้เคียงระดับปิดตลาดช่วงปลายสัปดาห์ก่อนที่ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทขยับอ่อนค่าลงเล็กน้อย ขณะที่จุดสนใจของตลาดในประเทศจะอยู่ที่ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในเดือนเม.ย. ซึ่งธปท. จะรายงานในช่วงบ่ายของวันนี้ นอกจากนี้ยังต้องติดตามทิศทางค่าเงินหยวน ซึ่งอาจมีผลต่อสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค หลังจากทางการจีนได้ออกมาเตือนถึงการแข็งค่าของเงินหยวนอย่างรวดเร็วเกินไปในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดไว้ที่ 31.15-31.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยติดตามที่สำคัญวันนี้ จะอยู่ที่สถานการณ์โควิด 19 ของไทยและต่างประเทศ  รวมถึงข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนพ.ค. ของจีน