thansettakij
thansettakij
รัฐกู้ 5 แสนล้าน ไม่ทำให้ดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น

รัฐกู้ 5 แสนล้าน ไม่ทำให้ดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น

26 พ.ค. 64 | 07:55 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ภาครัฐมีแนวโน้มก่อหนี้เพิ่ม หลังพ.ร.ก. 5 แสนล้านบังคับใช้ เชื่อจัดการได้ จะไม่ทำให้ดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ความต้องการใช้สภาพคล่องทั้งภาครัฐและเอกชน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปี 2564 โดยจากข้อมูลตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 24 พ.ค. 2564 ยอดรวมการออกตราสารหนี้ของรัฐบาล ทั้งตั๋วเงินคลังและพันธบัตร มีมูลค่า  9.76 แสนล้านบาท ส่วนยอดการออกตราสารหนี้เอกชนระยะสั้นและระยะยาวรวม 5.36 แสนล้านบาท ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อของระบบเติบโตขึ้น 5.2% ในไตรมาสแรกของปี 2564 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

          

ส่วนช่วงที่เหลือของปี คาดว่า การก่อหนี้ของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท  โดยคาดว่า ภาครัฐจะเริ่มทยอยกู้เงินบางส่วนภายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพื่อใช้สำหรับเดินหน้ามาตรการกระตุ้น/เยียวเศรษฐกิจต่างๆ ให้ออกมาโดยเร็ว

 

“วงเงินกู้ที่เพิ่มเติมดังกล่าว ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องรับมือกับโจทย์การระดมทุนที่เพิ่มขึ้นจากแผนการกู้เงินเดิมที่วางไว้ ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวล่าช้า ยังมีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ ซึ่งกระทบฐานะการคลัง ทำให้ต้องหาเครื่องมือการกู้เงินที่ยืดหยุ่นมาใช้ระหว่างปีด้วยเช่นกัน”

 

อย่างไรก็ตาม แม้ปี 2564 ความต้องการใช้สภาพคล่องส่วนเกินจะอยู่ที่ 1.46 ล้านล้านบาท เทียบกับปี 2563 ที่ 1.38 ล้านบาท แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ปัจจัยความต้องการใช้สภาพคล่องส่วนเกินนี้ ยังอยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้ และคงไม่กดดันให้ผลตอบแทนหรืออัตราดอกเบี้ยตลาดพุ่งขึ้นจนถึงขั้นกระทบการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะที่เหลือของปี เนื่องจากยังสามารถใช้เครื่องมือของทางการ และนำสภาพคล่องสะสมจากส่วนอื่นๆ ในระบบมาบริหารจัดการได้

ความต้องการใช้สภาพคล่องปี 2564

ประกอบกับคาดว่า สถานการณ์ในครึ่งหลังของปี 2564 น่าจะมีแรงกดดันน้อยลง  เนื่องจากคาดการณ์ว่า แรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะลดน้อยลงในครึ่งปี หลัง และอาจเริ่มกลับมามียอดเกินดุลได้ในระดับหนึ่ง หากมีความคืบหน้าในโครงการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในบางพื้นที่ ขณะที่ยอดคงค้างสภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงอยู่ในระดับสูง ที่ 5.06 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท เป็นสินทรัพย์สภาพคล่องส่วนที่เกินจากที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ขั้นต่ำของธปท.

 

แม้ประเด็นด้านสภาพคล่องยังอยู่ในสถานการณ์ สามารถบริหารจัดการได้  แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมุมมองตามเดิมว่า ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจกดดันต้นทุนการระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตรพันธบัตรให้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในระยะที่เหลือของปี 2564 เช่น ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่น่าจะขยับขึ้นตามสัญญาณเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า  ณ สิ้นปี 2564 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อาจขยับสูงขึ้นไปที่กรอบ 1.70-2.10% (จากระดับ 1.28% ณ สิ้นปี 2563) ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี อาจปรับตัวขึ้น ไปที่กรอบ 0.50-0.90% (จากระดับ 0.39% ณ สิ้นปี 2563) โดยแนวโน้มขาขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดังกล่าว ย่อมจะส่งผลทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนขยับสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่อันดับเครดิตต่ำกว่า A ลงไป

 

อย่างไรก็ตาม ทิศทางดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะอิงกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินและสภาพเศรษฐกิจไทยมากกว่า

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: