thansettakij
thansettakij
ทิศทางทองคำไทย จะเป็นอย่างไรในไตรมาสนี้

ทิศทางทองคำไทย จะเป็นอย่างไรในไตรมาสนี้

26 เม.ย. 64 | 19:25 น.

เราจะเห็นได้ว่า ราคาทองคำในช่วงไตรมาส 2/2564 หรือ ช่วงเดือนเม.ย.- มิ.ย. มีความสำคัญของไตรมาสนี้มาก เนื่องจากราคาทองคำเริ่มกลับหัวขึ้นมาหลังจากที่ดิ่งลงมาตั้งแต่ต้นปีที่ปรับตัวลงมาทำตํ่าสุดบริเวณ 1,676 เหรียญโดยประมาณ และช่วงต้นเดือนเม.ย. ราคาเริ่มฟอร์มฐานและดีดกลับขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ราคายืนเหนือ 1,730 เหรียญได้อย่างมั่นคง ทำให้ภาพรวมช่วงกลางเดือนเม.ย.เป็นต้นมา ราคาทองคำเริ่มเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นในระยะกลางขึ้นไป นักลงทุนระยะกลางเริ่มสามารถทำกำไรได้มากขึ้น และโอกาสที่ราคาทองคำจะเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นโดยสมบูรณ์น่าจะมีสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อราคาทองคำเริ่มมายืนเหนือ 1,800 เหรียญได้ จึงอยากให้นักลงทุนหันกลับมามองทองคำในฐานะ Safe-Haven 

ปัจจัยที่ส่งเสริมการปรับขึ้นของทองคำไตรมาส2 คืออะไร?

ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำช่วงไตรมาส1 มี3 เรื่องหลักๆ คือ 1.การแข็งค่าของดอลลาร์ 2.อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯจากแถว 0.9% มาแถว 1.776% ถือเป็นการปรับขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ และ 3. แรงเทขายอย่างหนักของ SPDR ในช่วงไตรมาส1 ปีนี้ ที่ขายต่อเนื่องตลอดช่วง 3 เดือนกว่า 133.24 ตัน

ปัจจัยกดดันทองคำช่วงไตรมาส1 เริ่มจะหมดไปแล้ว เช่น ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นมาตรวัดเทียบค่าเงิน 6 สกุลหลักที่เคยแข็งค่าไปมากสุด 93.47 จุดในไตรมาส 1/2563 เริ่มอ่อนค่าลง ปัจจัยหลักคือ การอัดฉีดเม็ดเงิน หรือ QE ของนายไบเดนกว่า 1.9 ล้านล้านเหรียญ ที่ประกาศและลงนามเมื่อช่วงกลางเดือนก.พ. ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯเดือนเม.ย.ดูเหมือนจะดีขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับข้อมูลเศรษฐกิจที่ยํ่าแย่มาในช่วงก่อน และ ไม่ได้คุ้มกับค่าเงินที่อัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นตลาดจึงคาดว่า การอัดฉีดเม็ดเงินของสหรัฐฯ จะทำให้จีดีพีสหรัฐฯปีนี้โตได้ 6% แต่เมื่อเทียบกับจำนวนเงินแล้ว ดูจะยังไม่คุ้มกับเม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญนั่นเอง

ทิศทางทองคำไทย จะเป็นอย่างไรในไตรมาสนี้

สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวลดลง คาดว่าน่าจะมาจากแรงซื้อกลับของเฟด และการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯสูงขึ้น ย่อมส่งผลอันตรายต่อภาวะการเงินของสหรัฐฯเอง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เงินที่อัดฉีดเข้ามาทำให้เฟดต้องแบ่งเม็ดเงินเพื่อซื้อพันธบัตรกว่า 1.2 แสนล้านเหรียญทุกเดือน และนับตั้งแต่เดือนเม.ย. น่าจะเห็นได้ว่า การอัดฉีดเม็ดเงินต่างๆเริ่มมีประสิทธิภาพ 

ประเด็นสุดท้ายคือ แรงเทขายจาก SPDR ทาง MTS GOLD คิดว่า จากต้นทุนถูกที่ SPDR มี น่าจะมีการขายออกเกือบหมดแล้ว เมื่อเทียบกับการถือครองทองคำในเดือนมี.ค.2563 ดังนั้นการซื้อของถูก ขายตอนถูกน่าจะหมดแล้ว และหากขายออกมาอีกน่าจะขาดทุน ทำให้การเทขายของ SPDR จากนี้น่าจะลดลงหรือหมดลง โดยที่จะเห็นได้ถึงแรงซื้อที่เริ่มกลับเข้ามา 

MTS GOLD จึงคิดว่า ในไตรมาส 2/2564 น่าจะเป็นยุคทองที่อาจเห็นทองคำกลับขึ้นไปได้บริเวณ 1,800 เหรียญ และ สิ้นไตรมาสอาจเห็นทองขึ้นได้ไม่น้อยกว่า 1,850 เหรียญขึ้นไป อาจกล่าวได้ว่าไตรมาส2 การลงทุนทองคำเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะยังไม่ค่อยได้รับรู้ข่าวดีๆ จากเรื่อง QE ขณะที่องค์รวมของตลาดหุ้นไทย มากกว่าครึ่งหนึ่งจะได้รับผลกระทบจาก Covid-19 และบริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบเลยน่าจะมีเพียงกึ่งหนึ่ง ซึ่งภาพรวมตลาดหุ้นไทยน่าจะไปไหนไม่ได้ไกลนัก จากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังอ่อนแอ สภาวะการท่องเที่ยวยังไม่กลับมานั่นเอง

ท้ายที่สุด การลงทุนใน Gold Spot หรือ Gold Futures ในตลาด TFEX ยังเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมากสำหรับไตรมาส 2 และภาพรวมทองคำไทยในช่วงไตรมาส 2นี้ จะได้รับอานิสงส์จากราคาทองคำตลาดโลกที่เป็นขาขึ้น และค่าเงินบาทที่สภาวะเศรษฐกิจ อาจไม่ทำให้เงินบาทตํ่ากว่า 31 บาท/ดอลลาร์ได้ จากการระบาดระลอกสามของโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจะบอบช้ำและการท่องเที่ยวยังไม่สามารถพลิกกลับมาได้ ท่ามกลางรัฐบาลเองที่ยังอัดฉีดเงินเข้ามาโดยตลอด ประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยมีโอกาสเห็นบาทแตะ 32 บาท/ดอลลาร์ได้

ดังนั้นทองคำไทยจะมีแนวรับที่แข็งแรงบริเวณ 25,800 บาท/บาททองคำ ขณะที่โอกาสเห็นทองคำไทยไปแถว 27,000 บาท/บาททองคำน่าจะมีอยู่สูง จึงถือว่า ทองคำไทยเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนอย่างมากในเวลานี้ 

 

คอลัมน์ครบเครื่องเรื่องทองกับMTS

โดย :   MTS Gold แม่ทองสุก

 

หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,673 วันที่ 25 - 28 เมษายน พ.ศ. 2564