
เส้นค่าเฉลี่ยตัวช่วยพอร์ตหุ้นสายเทคนิคอล
คอลัมน์ยังอีโคโนมิสต์ โดย : ฐิติเมธ โภคชัย ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)
ด้วยโลกของเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดน ทำให้การตัดสินใจซื้อหุ้นเข้ามาในพอร์ตลงทุนต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะนักลงทุนสไตล์เข้าเร็ว-ออกเร็ว (เทรดดิ้ง) ซึ่งนอกจากต้องรู้ว่า จังหวะไหนควรซื้อเพื่อถือ และจังหวะไหนควรขายเพื่อทำกำไร ยังต้องรู้ด้วยว่าหุ้นที่กำลังเล็งอยู่นี้ มีแนวโน้มที่ดีอยู่หรือไม่ หรือต้องระมัดระวังเรื่องใดบ้าง
สำหรับ การจับสัญญาณในการซื้อขายหุ้น ตัวใดตัวหนึ่ง นักลงทุนสายเทคนิคอล สามารถใช้ปัจจัยทางเทคนิคเข้ามาช่วยได้ โดยเครื่องมือยอดนิยมและเข้าใจได้ง่าย ก็คือ การใช้เส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average) ซึ่งจะช่วยบอกการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม
เครื่องมือเส้นค่าเฉลี่ยนี้จะช่วยบอก อารมณ์ของตลาดหุ้น และ แนวโน้มของหุ้น ที่จะลงทุน ซึ่งเป็นเครื่องมือทางเทคนิคประเภทหนึ่งที่สามารถปรับใช้ได้หลายรูปแบบ ทั้งดัชนีหุ้นไทย หุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม หรือหุ้นรายตัว
ยกตัวอย่างเช่น เส้นค่าเฉลี่ย 5 วันที่ผ่านมา อยู่ที่ 10 บาท แต่ขณะนี้ราคาหุ้น XYZ อยู่ที่ 11 บาท แสดงว่าราคาหุ้น XYZ ยังมีแรงจะขึ้นต่อไปได้ ในทางกลับกันหากเส้นค่าเฉลี่ย 5 วันที่ผ่านมา ราคาหุ้นอยู่ที่ 10 บาท แต่ขณะนี้ราคาหุ้น XYZ อยู่ที่ 9 บาท แสดงว่านักลงทุนเริ่มมีความกังวลและไม่มั่นใจที่จะถือหุ้นตัวนี้ต่อไป จึงมีแรงเทขายออกมา ราคาหุ้นจึงตํ่ากว่าเส้นค่าเฉลี่ย
การใช้เส้นค่าเฉลี่ย เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่เข้าใจง่ายและสามารถประยุกต์ใช้หรือเริ่มต้นศึกษาด้วยตัวเองได้ไม่ยาก โดยนักลงทุนควรมองราคาหุ้นในกรอบระยะเวลาที่กว้างมากขึ้น (ไม่มองเพียงแค่ว่า ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากราคาเมื่อวานเท่าใด)
สำหรับการเลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ย โดยส่วนใหญ่มักนิยมใช้เส้นค่าเฉลี่ย 5 วันแทนค่าเฉลี่ยราคาหุ้น 1 สัปดาห์ เส้นค่าเฉลี่ย10 วันแทนค่าเฉลี่ยราคาหุ้น 2 สัปดาห์ เส้นค่าเฉลี่ย 25 วันแทนค่าเฉลี่ยราคาหุ้น 1 เดือน เส้นค่าเฉลี่ย75 วันแทนค่าเฉลี่ยราคาหุ้น 1 ไตรมาส และเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันแทนค่าเฉลี่ยราคาหุ้น1 ปี
สำหรับมือใหม่ การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเพียง 1 เส้นก็เพียงพอที่จะใช้วิเคราะห์ดูแนวรับแนวต้านได้ แต่หากนักลงทุนมีความชำนาญมากขึ้น การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเพิ่มเป็น 2 หรือ 3 เส้น ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจได้อีกทางหนึ่ง เพราะหลักการทางเทคนิคเชื่อว่า เมื่อราคาหุ้นหลุดจากเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ราคาหุ้นมีโอกาสจะวิ่งเข้าไปหาแนวเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว ดังนั้นหากราคาหุ้นหลุดจากเส้นค่าเฉลี่ย10 วัน จุดต่อไปที่ราคาจะไปถึง คือ เส้นค่าเฉลี่ย25 วัน เป็นต้น
หรือวิธีการสังเกตแนวโน้มขาลงนั้น ราคาหุ้นที่รีบาวน์ ไม่ควรจะเกินเส้นค่าเฉลี่ย ดังนั้น ถ้าราคาหุ้นตํ่ากว่าเส้นค่าเฉลี่ย จะใช้เส้นค่าเฉลี่ยเป็นแนวต้าน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็นแนวโน้มขาขึ้น ราคาหุ้นควรจะยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย และหากมีการย่อตัวลงมาก็ต้องไม่ตํ่าไปกว่าเส้นค่าเฉลี่ย และให้ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเป็นแนวรับแทน
นอกจากสัญญาณซื้อหรือขายแล้ว นักลงทุนต้องดูด้วยว่า หุ้นที่กำลังเล็งอยู่มีแนวโน้มเป็นอย่างไร โดยหลักๆ แล้วจะมี 3 รูปแบบ ด้วยกัน คือ ราคาหุ้นไม่ไปไหน (Sideway) ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ และ ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับลดลง ซึ่งเส้นค่าเฉลี่ยก็สามารถช่วยได้
• เส้นค่าเฉลี่ยเป็นแนวนอน บ่งบอกว่า ราคาหุ้น Sideway
• เส้นค่าเฉลี่ยมีความชันขึ้น บ่งบอกว่า เกิดแนวโน้มที่ชัดเจน ราคาหุ้นวิ่งขึ้น
• เส้นค่าเฉลี่ยเริ่มเปลี่ยนปักหัวลง แสดงถึงแนวโน้มขาลง เป็นจุดที่ต้องระวังว่า อาจเป็นสัญญาณว่าราคาหุ้นกำลังปรับลดลง
อย่างไรก็ตามหากไม่ได้ซื้อหุ้น ตั้งแต่จุดตํ่าสุด แต่ประเมินแล้วว่า แนวโน้มหุ้นยังดีอยู่ จากราคาที่ยังอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย (ยังเป็นสัญญาณซื้ออยู่) หากเข้าซื้อจุดนี้ก็ยังมีโอกาสที่ดีในการทำกำไร ในทางกลับกันก็มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ซื้อตั้งแต่จุดตํ่าสุด ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกครั้งที่เห็นสัญญาณซื้อ แต่ควรซื้อให้น้อยลงและขายทำกำไรให้ถูกจังหวะ เส้นค่าเฉลี่ยเป็นเพียงเครื่องมือประเภทหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น นักลงทุนต้องดูเครื่องมือลงทุนประเภทอื่นเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจ และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น คือ การมีวินัยและอย่าฝืน เช่น เมื่อเห็นราคาหุ้นปรับลดลงมาก็ต้องขายตัดขาดทุน (Stop Loss) ไม่เช่นนั้นอาจ “ติดหุ้น” ก็เป็นได้
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,666 วันที่ 1 - 3 เมษายน พ.ศ. 2564






