
บอนด์ยีลด์พุ่ง ต้นทุนดอกเบี้ย งอกหมื่นล้าน
ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เตือน “รัฐ-เอกชน” รับมือต้นทุนดอกเบี้ยพุ่ง หลังบอนด์ยีลด์ไทย 10 ปีเพิ่มตามบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ส่งผลภาระดอกเบี้ยจะสูงขึ้น 9,050-10,800 ล้านบาท เอกชนรับ 5,500-6,200 ล้านบาทขึ้นกับเครดิต ส่วนรัฐ 3,550-4,600 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) สหรัฐฯ อายุ 10 ปีขยับขึ้นไปแตะที่ระดับ 1.642% สูงสุดในรอบ 1 ปี
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2564 ก่อนจะกลับมายืนใกล้ๆ ระดับ 1.60% หรือคิดเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 0.66% จากระดับ 0.94% เมื่อสิ้นปี 2563 จากการคาดการณ์ของนักลงทุนว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ วงเงินสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ฯ จะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้น โดยมีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ปีนี้จะเติบโตได้สูงกว่า 5.0% ซึ่งนับเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 37 ปี
การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯหนุนให้บอนด์ยีลด์ไทยปรับขึ้นตาม แม้ว่าสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยบอนด์ยีลด์ไทยทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 2564 โดยอายุ 10 ปีปรับสูงขึ้นแตะจุดสูงสุดของปีนี้ที่ 2.05% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 (สูงสุดในรอบ 2 ปี 8 เดือน) ขณะที่ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2564 บอนด์ยีลด์อายุ 5 ปี อายุ 7 ปี และอายุ 10 ปี ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1.18% 1.55% และ 1.95% ตามลำดับเทียบกับที่เคยเคลื่อนไหวอยู่ที่ 0.68% , 0.73% และ 0.83% ตามลำดับ ช่วงก่อนการระบาดของโควิด19
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า น่าจะยังเห็นแนวโน้มขาขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯและไทยในช่วงที่เหลือของปี 2564 โดยคาดว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีอาจขยับสูงขึ้นไปที่ 1.80% ซึ่งอาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปีทรงตัวอยู่ในกรอบสูงต่อเนื่องเหนือระดับ 2.00% ในปีนี้ ซึ่งบอนด์ยีลด์ไทยที่เพิ่มขึ้น จะเป็นตัวอ้างอิงต้นทุนการระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตร ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยส่วนเพิ่ม ทั้งๆ ที่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังไม่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ
ทั้งนี้หากพิจารณาการกู้ยืมเงินของรัฐบาลไทยในปี 2564 ทั้งกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ การเยียวยาฟื้นฟูผลกระทบจากโควิด19 และกู้เพื่อการบริหารหนี้เดิม รวมประมาณ 2.35 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ ประมาณ 30.3% หรือ 7.1 แสนล้านบาท เป็นการระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล และโดยมากพันธบัตรรัฐบาลที่ออกจะอยู่ในช่วงอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป จึงประเมินว่า พันธบัตรที่ออกใหม่ในช่วงอายุดังกล่าว อาจทำให้ต้นทุนการออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น 0.50-0.65% ในปีนี้่ ทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 3,550-4,600 ล้านบาท
ขณะที่บอนด์ยีลด์ที่ขยับสูงขึ้นกระทบต้นทุนทางการเงินของเอกชนเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนใหม่หรือออกหุ้นกู้เพื่อทดแทนรุ่นที่ครบกำหนด ซึ่งช่วงที่เหลือของปี 2564 จะมีหุ้นกู้ระยะยาวที่ครบกำหนด 5.89 แสนล้านบาท มีผลให้บริษัทที่ต้องออกหุ้นกู้เพื่อทดแทนรุ่นที่ครบกำหนดปีนี้ มีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นราว 5,500-6,200 ล้านบาท
“ภาระดอกเบี้ยของหุ้นกู้ของเอกชนแต่ละรายมีความแตกต่างกันตามอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งส่วนหนึ่งจะสะท้อนผ่านส่วนเพิ่มของอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้เหนือพันธบัตรรัฐบาล หรือ Credit Spread ซึ่งขณะนี้ Credit Spread ของหุ้นกู้เอกชนบางกลุ่มยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะก่อนวิกฤติโควิด 19 สะท้อนว่า ความเสี่ยงด้านเครดิตในตลาดหุ้นกู้ยังคงมีอยู่ ทำให้ต้นทุนโดยรวมของผู้ออกหุ้นกู้ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนโควิด 19” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ
แนวโน้มของบอนด์ยีลด์ยังอาจทยอยขยับสูงขึ้นอีกในปีหน้า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถรักษาเส้นทางการฟื้นตัวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง และตลาดแรงงานสหรัฐฯ กลับมาจ้างงานอย่างเต็มที่แล้ว คงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) เริ่มพิจารณาจังหวะถอยออกจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินบางส่วนในปี 2565 ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทิศทางของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯและต่อเนื่องถึงบอนด์ยีลด์ของไทยให้ขยับสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
“ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยต้องวางแผน เพื่อรับมือกับภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในปีนี้ ที่คาดว่าจะสูงขึ้นรวม 9,050-10,800 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐค่อนข้างมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการช่องทางระดมทุน ภาระดอกเบี้ยที่ขยับขึ้นไม่น่าจะมีผลกระทบต่อฐานะและเสถียรภาพด้านการคลัง เพราะยังเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับกรอบวงเงินงบประมาณรวม”
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,663 วันที่ 21 - 24 มีนาคม พ.ศ. 2564






