thansettakij
thansettakij
“อาคม” เข็น GDP ปี64 หวังโต 4%

“อาคม” เข็น GDP ปี64 หวังโต 4%

17 มี.ค. 64 | 08:07 น.

“อาคม” เข็นตัวเลขจีดีพีไทยปี 64 โต4% หวังส่งออกไทยได้อานิสงค์จากการที่สหรัฐอัดเม็ดเงินอีกกว่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ฯ และไทยเริ่มเปิดประเทศได้ช่วงไตรมาส 4

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าล่าสุดได้ประชุมประจำปีร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ  IMF โดย IMF ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้ 2.6% ซึ่งอยู่ในกรอบที่ไทยประเมินไว้ที่ 2.5% ถึง 3.5%  และจะขยายตัวดีขึ้นในปี 2565 โดยเชื่อว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลา จึงแนะไทยให้มีการใช้มาตรการในการประคองเศรษฐกิจจนกว่าจะมั่นใจว่าเศรษฐกิจฟื้นตัว รวมทั้งใช้นโยบายแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมชื่นชมการดำเนินนโยบายเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะมาตรการ “คนละครึ่ง” ที่เป็นการร่วมกันจ่ายเงินระหว่างภาครัฐและประชาชน รวมถึงมาตรการเราชนะ และชิมช็อปใช้

ทั้งนี้กระทรวงคลัง ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้ 2.8% ขณะที่เป้าหมายของรัฐบาลอยู่ที่ 4% ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่สูง โดยจะต้องมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นการลงทุน  โดยเฉพาะการลงทุนในอีอีซี มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะต้องเปิดประเทศให้เร็ว ซึ่งผู้ประกอบการภูเก็ตได้ร้องเรียนอยากให้เปิดประเทศให้เร็ว แต่รัฐบาลก็จะต้องรอรับฟังความคิดเห็นจากทางสาธารณสุขด้วย  พร้อมระบุ ไทยจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี หรือในปี 2565 เศรษฐกิจจึงฟื้นตัว เพราะจะเริ่มมีรายได้จากต่างประเทศในส่วนภาคการท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น หลังเปิดประเทศได้เต็มรูปแบบ

"เป้าหมายเศรษฐกิจปีนี้โต 4% ปัจจัยหลักมาจากเรื่องการส่งออกที่กลับมาฟื้นตัว นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้ไทยได้รับอานิสงค์ส่วนนี้ด้วย รวมทั้งจะต้องมีการผลักดันเรื่องการลงทุนของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ก็เสนอให้โครงสร้างพื้นฐานที่แล้วเสร็จ เปิดให้บริการให้เร็วที่สุด" รมว.คลัง กล่าว

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อว่าถ้าไทยควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ดี มีการฉีดวัคซีน และมีวัคซีนพาสปอร์ต จะทำให้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ไทยจะเริ่มมีรายได้จากภาคท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันไทยก็ต้องส่งเสริมการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อช่วยธุรกิจสายการบิน ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออกจึงจะอยู่ได้ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการ “คนละครึ่ง” จะมีการต่ออายุมาตรการหรือไม่ ยังต้องดูเรื่องวินัยการใช้จ่ายและการไม่เอาเปรียบจากมาตรการก่อน พร้อมระบุ ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการปรับลดภาษีนิติบุคคลลงต่ำกว่า 20%

“ผมไม่เคยพูดว่าจะให้ลดภาษีต่ำกว่า 20% แม้เราจะไม่ต่ำเท่าสิงคโปร์ แต่ก็เท่ากับประเทศอื่น ตอนนี้ยังไม่มีแนวคิดเรื่องจะลดภาษี เพราะของไทยถือว่าต่ำแล้ว และรายได้จากภาษีนิติบุคคลก็เป็นรายได้หลักของแผ่นดิน ส่วนภาคธุรกิจก็สามารถไปขอรับการส่งเสริมจาก BOI ได้" รมว.คลัง กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงคลังยังอยู่ระหว่างหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการปรับเงื่อนไข พ.ร.ก.ซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท ให้ขยายการเข้าถึงไปในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีขนาดใหญ่กว่า SME โดยรวมไปถึงธุรกิจโรงแรม และเชื่อมโยงไปถึงมาตรการโกดังพักหนี้ หรือ แอสเสทแวร์เฮ้าท์ (Asset Ware Housing) ซึ่งจะให้ธุรกิจที่เดินต่อไปไม่ได้ให้โอนธุรกิจไว้ที่โกดังก่อน และเมื่อมีความสามารถก็ให้กลับมาซื้อคืนในราคายุติธรรม

  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market