
ตลาดหุ้นไทย อยู่ในตำแหน่งที่ดี
เราได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย SET Index ล่วงหน้า 12 เดือนเป็น 1,610 จุดจาก 1,510 จุด เพื่อสะท้อนถึงการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและมูลค่าหุ้นของนักวิเคราะห์สู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 โดย ณ วันที่ 28 ม.ค.2564 พบว่า มีการจัดจำหน่ายวัคซีนต้านโควิด-19 ไปแล้วมากกว่า 86.4 ล้านโดสใน 60 กว่าประเทศ หรือคิดเป็นอัตราที่ราวๆ 10 ล้านโดสต่อวัน
ข้อมูลจาก COVAX ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มระดับโลก เพื่อสร้างการเข้าถึงวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ให้ได้อย่างรวดเร็วและเท่าเทียมกันทุกประเทศ ได้ประกาศว่า จะมีการส่งมอบวัคซีน 2 พันล้านโดสได้ตามกำหนดการภายในสิ้นปี 2564 โดยประเทศไทย จะเริ่มฉีดวัคซีนเร็วสุดในวันที่ 14 ก.พ. 2564 และมีเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างน้อย 50% ของประชากรทั้งหมดก่อนสิ้นปี 2564 ซึ่งด้วยความพร้อมด้านวัคซีนคาดว่า ประเทศไทยจะสามารถกลับมาเปิดพรมแดนรับนักท่องเที่ยว และเริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
ด้านการส่งออกของไทยทะลุมาอยู่ในแดนบวกเป็นครั้งแรกในเดือน ธ.ค. 2563(+5%YoY) นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2563 และคาดว่า จะมีแนวโน้มเป็นบวกต่อเนื่องในปี 2564 ด้วยอุปสงค์การกักตุนสินค้า กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาเดินหน้าตามปกติ หลังการจำหน่ายวัคซีน และบรรยากาศทางการค้าที่ดีภายใต้การบริหารประเทศของโจ ไบเดน ซึ่งคาดว่า จะเป็นประโยชน์ต่อตลาดหุ้นไทย เพราะการส่งออกสินค้าและบริการนั้นคิดเป็นสัดส่วนถึง 75% ของ GDP ไทย
เราเชื่อว่า ธนาคารกลางและรัฐบาลในประเทศต่างๆ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจนกว่าโควิด-19 จะสิ้นสุดลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ถือเป็นเรื่องปกติในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว เราคาดว่า Fed จะยังไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายใดๆจนกว่าตลาดจ้างงานจะฟื้นคืนสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 โดยคาดว่า นโยบายเชิงผ่อนคลายของรัฐบาลภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต จะทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลงและสนับสนุนให้กระแสเงินทุนโลกไหลออกจากตลาดสหรัฐฯ เข้ามายังตลาดเอเชีย ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นไทย สืบเนื่องจากความกังวลด้านข้อพิพาททางการค้าที่ลดลง และอัตราภาษีในสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะสูงขึ้น
ทั้งนี้ เรามีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมตลาดในปี 2564 และเล็งเห็น upside ที่อาจเกิดขึ้นจากพัฒนาการในภาคการท่องเที่ยวของโลก ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ดีขึ้น และการล้มเลิกนโยบายการปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรของทรัมป์
โดยรวมแล้ว เรามีมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มสินทรัพย์ประเภทหลักทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EMs) ที่จะได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ความพร้อมด้านวัคซีนต้านโควิด-19 และบรรยากาศการค้าโลกที่ปรับดีขึ้น เราคาดว่า ตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นโลกปี 2564 จาก 1.สัดส่วนที่อิงภาคการท่องเที่ยวสูง (13% ของ GDP) ที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มหลักๆ ที่ได้ประโยชน์จากความพร้อมด้านวัคซีนต้าน
โควิด-19 2.สัดส่วนของภาคการส่งออกที่สูง (60% ต่อ GDP) จากแนวโน้มการฟื้นตัวของการส่งออกโลก 3.ได้ประโยชน์จากประเด็นเงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนค่าลง และกระแสเงินทุนไหลเข้า และ 4. มีดัชนีที่ยัง laggard ตลาดหุ้นโลก (SET Index ให้ผลตอบแทน -8.3% เทียบกับดัชนี MSCI ACWI ที่ +14.2% ในปี 2563)
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อมุมมองเชิงบวกของเราคือ ความพร้อมด้านวัคซีน อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น วัฏจักรที่ผ่อนแรงลงจากมาตรการเข้มงวดด้านเครดิตของจีน และข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน อีกปัจจัยคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยที่อาจพัฒนาไปในทางลบมากขึ้น
กลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นรายตัวที่เราชอบ ได้แก่ กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ (KTB) และประกัน (BLA) ซึ่งจะได้ประโยชน์จากเส้นโค้งผลตอบแทนพันธบัตร (yield curve) ที่ชันตัวขึ้น, กลุ่ม AMC (JMT) จาก NPLs ที่ปรับสูงขึ้นในกลุ่มธนาคาร, ประเด็นวัคซีนและการประหยัดต้นทุน (BDMS CPN และ MINT) จากการฟื้นตัวของลูกค้าต่างชาติ, กลุ่มที่อิงวัฏจักรโลก (PTTGC และ PSL) จากทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก, กลุ่มพลังงานสะอาด (GPSC) จากนโยบายพลังงานสะอาดที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน และหุ้นโมเมนตัมประเด็นกำไรไตรมาส 4/2563 (KCE) เราคาดว่า KCE จะรายงานการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในไตรมาส 4/2563 จาก backlog ที่ดีและแผนการขยายกำลังการผลิต
คอลัมน์มันนี่ดีไอวาย
โดย : สุนทร ทองทิพย์
นักกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย
ที่มา : หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,653 วันที่ 14 - 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564






