
โอนเงินออนไลน์พุ่ง เฉียด 6 ล้านล้าน
ธุรกรรมโอนเงินออนไลน์แตะ 934.95 ล้านรายการ มูลค่า 5.78 ล้านล้านบาท ยอดผู้ใช้พร้อมเพย์เพิ่ม 54.84% ผลจาก3 ปัจจัยบวก “พฤติกรรมคน-เทคโนโลยี-โควิด” จับตาโครงการ Cashless ภาครัฐ ดันโวลุมของโมบายแบงก์กิ้งพุ่งสูงขึ้นอีก “ด้านกรุงศรี” กำเงิน 2.55 หมื่นล้านบาทต่อยอดพัฒนาไอที3 ปี เล็งขยายสินเชื่อดิจิทัลโต 10%
โครงการภาครัฐที่สนับสนุนใช้ประชาชนหันมาใช้ธุรกรรมโอนเงินออนไลน์ ผ่านมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 และ กระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการ เราไม่ทิ้งกัน คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน และ เราชนะ ส่งผลให้ธุรกรรมการชำระเงินผ่าน Mobile Banking และ Internet Banking มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยตัวเลขสะสม ณ เดือนพฤศจิกายน 2563 พบว่า มีปริมาณธุรกรรม 981.4 ล้านรายการ เติบโตขึ้นถึง 47.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนมูลค่าธุรกรรมรวม 3.3 ล้านล้านบาท เติบโต 33 % จากจำนวนบัญชีลูกค้าที่ใช้บริการ 67 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 13.4%
ทั้งนี้มูลค่าธุรกรรมส่วนใหญ่เป็นการโอนเงินและชำระเงิน 941 ล้านรายการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 45% มูลค่า 3.26 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 33% ที่เหลือเป็นการถอนเงินสด ซึ่งหากเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2560 ซึ่งเริ่มให้บริการนั้นพบว่า ปริมาณธุรรมเพิ่มขึ้น 85% มูลค่า 70.66% โดยเป็นปริมาณรายการการโอนเงินและชำระเงินเพิ่มขึ้น 84% มูลค่าการโอนเงินและชำระเงินเพิ่ม 70% และจำนวนบัญชีผู้ใช้เพิ่ม 53.7%
ขณะที่ Internet Banking มีปริมาณธุรกรรม 43.5 ล้านรายการเพิ่มจากปีก่อน 54.70% มูลค่า 2.44 ล้านล้านบาท 9.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจำนวนบัญชีลูกค้าที่ใช้บริการ 32 ล้านบัญชีเพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปี 2560 ปริมาณธุรกรรมเพิ่ม 62.51% มูลค่ารายการเพิ่ม 27.48% และจำนวนบัญชีเพิ่ม 40%
สำหรับความคืบหน้าบริการรับโอนเงินรูปแบบใหม่หรือ พร้อมเพย์นั้น มีปริมาณธุรกรรม 605.4 ล้านรายการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 54.84% และเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 97.31% ส่วนมูลค่าธุรกรรม 2.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.8 % และ 97.24% ตามลำดับ
การเพิ่มขึ้นของปริมาณการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking และ Internet Banking สะท้อนทิศทางการเติบโตธุรกรรมออนไลน์อย่างเห็นได้ชัด โดยนายสมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร กรุงไทยเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า แนวโน้มธุรกรรมโอนเงินออนไลน์เติบโตอยู่แล้ว เพราะพฤติกรรมของคนเปลี่ยนมาซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับคนไทยมีการเรียนรู้ทำธุรกรรม เห็นได้จากเมืองไทยใช้โมบายแบงก์กิ้งติดอันดับของโลก จากการที่ธนาคารไทยได้พัฒนาบริการและแอพพลิเคชั่นและมีผลตอบรับมาหลายปี
นอกจากนั้นยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาเรื่องสาธารณูปโภคอื่นๆ เช่น เรื่อง อีคอมเมิร์ช ซึ่ง 3ปัจจัยที่สนับสนุนให้ธุรกรรมดิจิทัลเติบโตพุ่ง ได้แก่ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตอบรับเทคโนโลยีจนมีความคุ้นเคย และการแพร่ระบาดของโควิด-19
อย่างไรก็ตาม 2-3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารในระบบบได้รับผลกระทบจากแนวโน้มของธุรกรรมออนไลน์จะมาทดแทนธุรกรรมหน้าสาขา ซึ่งแนวโน้มดิจิทัลจะแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำโครงการของรัฐบาลหลายอย่างที่เป็นระบบไร้เงินสด (Cashless) จะทำให้ปริมาณธุรกรรมของโมบายแบงก์กิ้งยิ่งสูงมากขึ้น เพราะเป็นกิจกรรมต่อเนื่องกับ Cashless เช่น เติมเงิน หรือ ซื้อขายสินค้าและบริการ ฯลฯ โดยคนไทยมากกว่าค่อนประเทศมีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมออนไลน์
“ที่ผ่านมาแบงก์พยายามเพิ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้ว สิ่งที่ต้องปรับคือ Mind Set เพราะแบงก์กิ้งจะปรับรูปแบบจากฝาก ถอนหรือกู้เงินซึ่งต้องมองกว้างกว่านั้น เพื่อความสามารถในการแข่งขันได้ ขณะเดียวกันหน่วยงานผู้กำกับก็ต้องปรับวิธีการกำกับจากโปรเทคในรูปแบบเดิมมากเกินไปทำให้ธนาคารปรับตัวช้า ส่วนหนึ่งเพราะการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อเสถียรภาพ”
นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร กรุงศรีอยุธยากล่าวว่า ธนาคารได้จัดทำแผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่ปี 2564-2566 โดยการขับเคลื่อนกลยุทธ์ 5 ด้านคือ 1.ปฏิรูปธุรกิจรายย่อยให้เป็นหนึ่งเดียว 2.เสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจด้านลูกค้าธุรกิจ 3.สร้างระบบนิเวศน์และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ 4.ขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน และ 5.สร้างรายได้จากธุรกิจใหม่
“กลยุทธ์ทั้ง 5 ด้านจะต้องพัฒนาควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพทางด้านดิจิทัลและไอที ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการต่อยอดจากปีที่ผ่านมา โดยธนาคารให้ความสำคัญและลงทุนต่อเนื่องด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะอนาคตธนาคารจะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล”
ทั้งนี้แผนธุรกิจปี 2564-2566 ธนาคารเตรียมงบลงทุนทางด้านไอทีและดิจิทัลประมาณ 8,000-8,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งครอบคลุมการลงทุนต่างๆ อาทิ Big Data ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยี พัฒนาแพลตฟอร์มแบบเปิดหรือ Open Banking Platform เพื่อต่อยอดและขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ และศูนย์นวัตกรรม นอกจากนี้ ธนาคารมีเป้าหมายระยะข้างหน้าที่จะเพิ่มสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัลเป็น 10% จากปัจจุบันอยู่ที่ 3-5%
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,651 วันที่ 7 - 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มีเฮ ขบ.เปิดอบรมออนไลน์ หลังใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี
เจาะเมกะเทรนด์ปี 64 เปลี่ยนวิถีชีวิต
“พาณิชย์” ดัน “ระงับข้อพิพาทออนไลน์” ลดขั้นตอนไกล่เกลี่ย เหลือ 2 วัน
บช.ก.ลุยเมืองจันท์ทลาย 4 เว็บพนันออนไลน์เงินหมุนเวียนพันล้าน
อาคเนย์ผุดโครงการกู้เงินกรมธรรม์ออนไลน์ช่วยลูกค้าฝ่าโควิด-19






