thansettakij
thansettakij
ตลาดบอนด์ไม่สะเทือนหลังปิด TBX

ตลาดบอนด์ไม่สะเทือนหลังปิด TBX

01 ก.พ. 64 | 09:10 น.

สมาคมตราสารหนี้เผยตลท.ยุติบริการ TBX ไม่กระทบภาพรวมชี้นักลงทุนใช้ช่องทางอื่นซื้อขายได้ มองแนวโน้มเอกชนยังออกหุ้นกู้ต่อเนื่องแม้มีโควิด-19คาดกนง. ยังคงดอกเบี้ยทั้งปีเพื่อประคองเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาฟื้นตัว

 

ตลาดตราสารหนี้ไทยคึกคักนับตั้งแต่เปิดปี 2564 มีบริษัทหลายแห่งออกตราสารหนี้ ระดมเงินทุนและตุนสภาพคล่องจำนวนมาก นับเป็นทางเลือกให้นักลงทุน และผู้ออมเงินที่ต้องการขยับจากเงินฝากดอกเบี้ยตํ่า ซึ่งภาพรวมตราสารหนี้ปี 2564 ยังคงมีความน่าสนใจ เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ทำให้ภาครัฐต้องใช้นโยบายการเงินและการคลังเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจ ภาครัฐจะมีการระดมทุนเพื่อนำเงินไปใช้ในการเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ 

 

มาตรการกล่าวดังกล่าว อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในระดับตํ่า สร้างผลกระทบอย่างมากต่อกลุ่มตราสารหนี้ ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนตราสารหนี้ระยะนี้ อาจเลือกตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้(Investment Grade) รวมถึงเลือกอุตสาหกรรมที่มีสภาพคล่องดีและมีความแข็งแกร่ง ได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างจำกัดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกทั้งยังต้องเลือกอายุของตราสารหนี้ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่รับได้ทั้งอายุสั้นและอายุยาว แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะมีแนวโน้มอยู่ในระดับตํ่าก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)แจ้งว่า ตลาดตราสารหนี้ (Thailand Bond Exchange: TBX) จะยุติการให้บริการซื้อขายตราสารหนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป โดยจะเปิดให้บริการซื้อขายตราสารหนี้ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นวันสุดท้าย ซึ่งนักลงทุนที่จะซื้อขายตราสารหนี้ทั้งหุ้นกู้และพันธบัตร สามารถดำเนินการโดยตรงได้ผ่านผู้ค้าตราสารหนี้ต่างๆ อาทิ ธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่มีใบอนุญาตค้าตราสารหนี้

มูลค่าซื้อขายตราสานหนี้

 

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การยุติให้บริการของ TBX ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมตลาดตราสารหนี้ โดย TBX อยู่ในการดูแลของตลท. รวมถึงที่ผ่านมาการซื้อขายตราสารหนี้ไม่ได้ใช้บริการและไม่จำเป็นต้องผ่าน TBX โดย ตรงก็ได้ เพราะนักลงทุนสามารถซื้อขายกันเองกับธนาคารพาณิชย์ หรือช่องทางอื่นๆ ได้ ไม่เหมือนกับการซื้อขายหุ้น ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ TBX ออกมาประกาศยุติให้บริการ

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเสนอขายหุ้นกู้ของภาคเอกชนในปีนี้มองว่าต้องติดตามสถาน การณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะหากไม่มีความรุนแรงในรอบใหม่ คาดว่าบรรยากาศจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง หลังจากในช่วงเดือนมกราคม 2564 มีเอกชนออกหุ้นกู้มากพอสมควร โดยเสนอขายแล้วประมาณ 43,800 ล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนอีกทั้งยังได้รับผลตอบ แทนที่ดีด้วย ส่วนสัญญาณการผิดนัดชำระหุ้นกู้ยังไม่เห็นชัดเจน แต่จะมีการเจรจาของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กับเจ้าหนี้ขอยืดระยะเวลาชำระหนี้ เนื่องจากบางบจ.มีปัญหาในเรื่องของผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ขณะที่กรณีที่มีการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมที่จะถึงนี้ เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอาจจะไม่เพียงพอนั้น มองว่าสภาพคล่องในระบบยังดี จึงเชื่อว่ายังไม่ถึงจุดที่กนง.จะใช้มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยเข้ามาช่วย และสมาคมตราตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยปีนี้อยู่ที่ 0.50% ไปตลอดทั้งปีนี้ เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว

 

นอกจากนี้ คาดว่าตลาดตราสารหนี้ไทย ปี 2564 บริษัทเอกชนยังคงมีความต้องการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะกลางมีกรอบที่จำกัดในการปรับตัวขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องในระบบยังอยู่ในระดับสูง ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจะทยอยขยับขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

 

สำหรับปี 2563 มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 14.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% จาก 13.52 ล้านล้านบาทในปี 2562 มาจากการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาล ส่วนการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวในปี 2563 มีมูลค่ารวม 683,559 ล้านบาท ลดลง 36% จากปีก่อนหน้าที่มียอดการออกสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.08 ล้านล้านบาท หลังจากเงินฝากในระบบสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้น ทำให้กลุ่มสถาบันการเงินลดการออกตราสารหนี้ 

 

ขณะเดียวกันผู้ออกในกลุ่ม Real sector ก็หันไปใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงินมากขึ้น ด้านนักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิ 64,025 ล้านบาท และ ณ สิ้นปี 2563 นักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าการลงทุนสะสมสุทธิในตราสารหนี้ไทยอยู่ที่ 857,151 ล้านบาท ลดลงจาก 916,816 ล้านบาท ณ สิ้นปีก่อนหน้า 

 

ที่มา : หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,648