thansettakij
thansettakij
เงินบาทแข็ง 4 อาการของปัญหาเชิงโครงสร้าง

เงินบาทแข็ง 4 อาการของปัญหาเชิงโครงสร้าง

06 ม.ค. 64 | 02:48 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ม.ค. 64 | 03:10 น.

ธปท.ชู4แนวทางสางปัญหาเชิงโครงสร้าง4อาการกดเงินบาทแข็งค่า

 
ธปท.เดินเกมสางปัญหาเชิงโครงสร้าง 4อาการกดเงินบาทแข็งค่า “พร้อมผลักดัน 4แนวทาง “หนุนการลงทุน-ยกเลิกเอกสารการรายงาน-เพิ่มผู้ให้บริการนอนแบงก์-เฝ้าระวังและบริหารจัดการ”
 
นางสาวภาวิณี จิตต์มงคลเสมอ ผู้อำนวยการ ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาท เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของไทย(FX Ecosystem) ซึ่งที่ผ่านมาธปท.มีแนวทางการปรับระบบนิเวศของตลาด FX Ecosystem เพื่อต้องการดูปัญหาความผันผวนของค่าเงินบาทและพยายามที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้ประกอบการด้านการป้องกันความเสี่ยงให้ได้ยั่งยืน ซึ่งการแข็งค่าของเงินบาท เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มาจาก 4อาการ ได้แก่ 1.ไทยมีการลงทุนในประเทศและออกไปลงทุนต่างประเทศต่ำ เห็นได้จากช่วย 10ปีที่ผ่านมา การลงทุนภาคเอกชนปรับลดลงต่อเนื่องปัจจุบันเหลือไม่ถึง 17%จาก 21%และภาครัฐลงทุนน้อยเพียง 6% จึงส่งผลให้ช่วง 5ปีไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเฉลี่ย 8% ของจีดีพี  เพราะมีการนำเข้าและออกไปลงทุนต่างประเทศต่ำ  โดยไทยมีเงินไหลออกไปลงทุนเพียง 4% ของจีดีพี เทียบกับ 2ประเทศคือ สิงคโปร์ที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด 17% แต่สามารถออกไปลงทุนสูงถึง 27% และไต้หวันซึ่งเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 13%มีการนำเงินออกไปลงทุนได้ใกล้เคียงกัน ส่วนการไหลออกไปลงทุนส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสถาบัน เช่น ประกัน  กองทุนรวม และนิติบุคลหรือครัวเรือนด้วย
ดังนั้น ปัจจัยดังกล่าวจึงเพิ่มแรงกดดันให้บาทแข็งค่า  ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าแล้วกว่า 10% เมื่อเทียบกับไต้หวันที่แข็งค่า 5% และสิงคโปร์ค่าเงินอ่อนค่า   อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ไทยมีการลงทุนน้อย ส่วนหนึ่งมาจากหลักเกณฑ์ต่างๆ ของธปท.จากบทเรียนปี 2540 จึงเข้มด้านการนำเงินออก แม้ธปท.จะปรับหลักเกณฑ์มาเรื่อยๆยังไม่ทันกับบริบท/สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง
2.ผู้ประกอบการไทยอ่อนไหวต่อความผันผวนของค่าเงินสูง ซึ่งผู้ส่งออกที่ใช้วัตถุดิบในประเทศต่ำ ส่วนใหญ่มีความพิเศษสามารถตั้งราคาขายสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้และเป็นสินค้ามีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ปิโตรเคมี  อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์  จะนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเมื่อมีรายรับเป็นเงินตราต่างประเทศสามารถนำเงินชำระค่าวัตถุดิบ รายได้คงเหลือสุทธิไม่มากเมื่อแลกเป็นสกุลเงินบาทจึงไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกลุ่มนี้จึงป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ(Natural Hedge)กลุ่มมีจึงมีกำไรสูงสามารถรองรับกำไรที่จะถูกบั่นทอนจากค่าเงินที่แข็งค่า  แต่กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศสูงอยู่ในผลิตภัณฑ์เกษตร  ข้าว  ยางพารา  อาหาร กลุ่มนี้มีกำไรไม่มากการจะรองรับเงินบาทแข็งค่ามีน้อย
“กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศสูงมี 2แนวทางที่จะแก้ไข คือต้องดูต้นทุนซึ่งต้องสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อให้มีกำไรเพิ่มรองรับความเสี่ยงจากค่าเงินและต้องป้องกันความเสี่ยงแต่ที่ผ่านมา ทั้งผู้ส่งออกและนำเข้ากลุ่มนี้ป้องกันความเสี่ยงน้อย อย่างผู้นำเข้ามีป้องกันความเสี่ยงเพียง 1ใน4ของธุรกรรมที่นำเข้า  ส่วนผู้ส่งออกป้องกันเสี่ยง 1ใน 5 ประมาณ 19-20%ซึ่งน้อย ซึ่งใน 19%ที่ป้องกันความเสี่ยงเป็นบริษัทขนาดใหญ่56% เอสเอ็มอีป้องกันความเสี่ยง 29% โดยมีหลายสาเหตุ บ้างไม่มีความรู้ หรือ ไม่คุ้นเคยกับการป้องกันความเสี่ยง และเลือกที่จะไม่ป้องกันความเสี่ยงเพราะมีต้นทุนที่ค่อนข้างแพง”
3.การแข่งขันการให้บริการธุรกรรมFX ยังมีไม่มากทำให้มีต้นทุนสูง ยกตัวอย่างการแลกเงินและโอนเงินของไทยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 6.6% ของมูลค่าธุรกรรม  เทียบประเทศในภูมิภาคอยู่ที่ 2-4% ของมูลค่าธุรกรรม และบริการส่วนใหญ่กว่า 99% จะเป็นสถาบันการเงิน และเพียง 1% เป็นผู้ให้บริการนอนแบงก์ ทำให้ผู้ใช้บริการไม่ทั่วถึง  ซึ่งหากธปท.สามารถเพิ่มผู้เล่นในตลาดได้จะช่วยลดต้นทุนค่าธรรมเนียมให้ต่ำลงได้บ้าง
และปัญหาเชิงโครงสร้างที่ 4. คือ เงินบาทอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกและทางการเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมเงินบาทในตลาดต่างประเทศได้จำกัด   เนื่องจากปริมาณธุรกรรมเงินบาทช่วง 10ปีที่ผ่านมา(2533-2562)สัดส่วนที่ไปทำธุรกรรมเงินบาทต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 21%เป็น 61%และสัดส่วน 61%ของธุรกรรมเงินบาทอยู่ที่ตลาดต่างประเทศทำให้ทางการไม่เห็นธุรกรรมทั้งหมด  ประกอบกับไทยเป็นอันดับต้นๆที่ที่ปัจจัยภายนอกมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท 85%และมีเพียง 15%ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศ
 
“สิ่งที่ธปท.อยากจะเห็นจากการทำFX Ecosystemคือ คนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น,ผู้ประกอบการลุกขึ้นมาบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนได้คล่องตัวขึ้นซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องแก้เรื่องของต้นทุน ส่วนแนวทางแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทผ่านFX Ecosystemแบ่งเป็น 4หมวด”
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ผ่าน FX Ecosystem ทั้ง 4 หมวดใหญ่ ประกอบด้วย  1. FX Investment Ecosystem คือ สนับสนุนให้คนไทยลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศได้ง่ายขึ้น คนที่พร้อมก็ออกไปลงทุนได้ง่าย ถ้าใครยังไม่พร้อมแต่อยากลงทุนธปท. พยายามจะนำเข้ามาให้คนไทยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการลงทุน 2.FX Regulatory Framework ปรับหลักเกณฑ์ต่างๆที่ยังเป็นข้อจำกัดหรือไม่เอื้อ ซึ่งเป็หลักเกณฑ์ที่ยังไม่ทันกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป 3. Service Provider Landscape เปิดให้ผู้เล่นรายใหญ่เข้ามา เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์แปลกๆ รวมทั้งเพื่อความหลากหลายผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และขยายขอบเขตการทำธุรกรรมเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงของรายย่อยด้วย  และ 4.Surveillance & Management  ยกระดับการติดตามข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เล่นในตลาด เพื่อเอื้อต่อการดำเนินมาตรการให้มีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น
เงินบาทแข็ง 4 อาการของปัญหาเชิงโครงสร้าง