thansettakij
thansettakij
เตรียมรับมืออย่างไร...หากที่ทำงานเปลี่ยนไปเป็นองค์กรผู้สูงอายุ

เตรียมรับมืออย่างไร...หากที่ทำงานเปลี่ยนไปเป็นองค์กรผู้สูงอายุ

05 ม.ค. 64 | 22:09 น.

โดย : ธชธร สมใจวงษ์ นักวางแผนการเงิน CFP® สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

 

สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความท้าทายในการจัดการทั้งในเรื่องสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ หากพิจารณาในระดับประเทศ หลายคนอาจจะฟังดูเหมือนว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากเรามาลองพิจารณาสถานการณ์และตรรกะเดียวกัน โดยตีกรอบแคบลงมาเป็นสถานการณ์ของที่ทำงานของเรา จะช่วยให้เห็นอีกมุมมองและเห็นผลกระทบของประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น 

 

เช่น สภาวะที่มีพนักงานที่เกษียณอายุไม่ได้ตามแผน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลความต้องการทางธุรกิจที่เริ่มมีการพูดถึงการขยายอายุเกษียณออกไป หรือเกิดจากความไม่พร้อมที่จะเกษียณของตัวพนักงานเอง ก็จะนำไปสู่การเป็นองค์กรผู้สูงอายุได้เช่นเดียวกัน เรื่องดังกล่าวจะมีทั้งประโยชน์และข้อควรระวังเกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมากับทั้งตัวคนทำงาน และองค์กร

 

การจ้างงานผู้สูงอายุ มีประโยชน์ต่อองค์กรหลายด้าน อย่างเช่น การได้ใช้ประโยชน์จากทักษะความเชี่ยวชาญ วิสัยทัศน์ ความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงประสบการณ์ต่างๆ มากมายทั้งในเรื่องงานและเรื่องชีวิตที่สั่งสมมา เครือข่ายที่แน่นแฟ้นและเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจที่เกิดจากการสะสมกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงการมีความจงรักภักดีต่อองค์กรค่อนข้างสูง ด้วยการใช้ชีวิตที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้จึงจะเข้าใจจุดแข็งที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรได้รวมถึงเข้าใจและสามารถสื่อสารความต้องการของตนเองที่ชัดเจนได้ ทำให้องค์กรสามารถวางแนวปฏิบัติในการตั้งเป้าหมายและทำงานร่วมกันได้ง่าย


ในแง่ผลกระทบที่ควรพิจารณาสำหรับตัวบุคคลและสำหรับหน้าที่การงานบางอย่าง นอกจากต้องอาศัยพลังสมองแล้ว ยังต้องใช้พลังกายพอสมควร คนทำงานที่อายุมากขึ้นอาจจะมีข้อจำกัดทางกายภาพ ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานลดลง และอาจทำให้สุขภาพร่างกายทรุด เกิดปัญหาสุขภาพตามมา และในกรณีที่ครอบครัว หรือคนรอบข้างของคนทำงานคนนั้น (ซึ่งอาจจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน) เกิดมีอาการเจ็บป่วย ต้องการคนดูแล แต่ไม่สามารถจัดเวลาไปดูแลได้ ก็จะสร้างความไม่สบายใจแก่ตัวพนักงาน ซึ่งอาจผลกระทบต่อคุณภาพของงานในบางกรณีได้
 

 

สำหรับผลกระทบของบริษัท ข้อดีคืออัตราการย้ายงานไม่สูงเมื่อเทียบกับพนักงานรุ่นใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม การที่พนักงานรุ่นเก่าไม่นิยมที่จะลาออกไปไหนเท่าใดนัก ก็จะส่งผลให้ไม่มี "ที่ว่าง" พอที่จะให้พนักงานรุ่นใหม่ๆ เติบโตขึ้นไปได้เช่นเดียวกัน ผลการศึกษาที่แถลงในงาน Employee Benefit Research Institute Forum ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ถ้าหากบริษัทมีพนักงานประมาณ 4% ถึงกำหนดเกษียณอายุ และครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้ตัดสินใจยืดระยะเวลาการเกษียณออกไป จะส่งผลให้พนักงานจำนวนประมาณ 10% ขององค์กร ประสบปัญหาการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง 

 

หากบริษัทมีพนักงานประมาณ 1,000 คน เรากำลังพูดถึงคนทำงานจำนวนประมาณ 100 คนที่ต้องยืดเวลาการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งออกไป แน่นอนว่าจะส่งผลต่อขวัญ กำลังใจ สำหรับกลุ่มคนที่ความสามารถและมีศักยภาพสูง แต่ไม่มีตำแหน่งให้เติบโตภายในองค์กรได้ ซึ่งในที่สุดแล้ว บริษัทก็อาจจะสูญเสียคนเก่งๆ ออกไปอย่างน่าเสียดาย ยังไม่รวมกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น ส่งผลต่อการวางแผนการเติบโตในเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ลดลงไปด้วย

 

ธุรกิจจึงจำเป็นจะต้องประเมินทั้งผลประโยชน์ที่จะได้รับ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อกำหนดวางแนวทางการดำเนินการในการจัดการและรับมือกับพนักงานกลุ่มต่างๆ อย่างให้เกียรติและเหมาะสมกับองค์กรและบุคคลอย่างดีที่สุด


การที่พนักงานยังคงอยู่ร่วมงานกับองค์กรในระยะยาวเพื่อตอบความต้องการทางธุรกิจเป็นเรื่องที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรอย่างยิ่ง แต่หากเป็นการทนอยู่แบบไม่มีเป้าหมายในการส่งมอบงานที่มีคุณภาพดีเพราะยังต้องการทำงานต่อเนื่องจากมีการเตรียมเงินไว้ไม่พอใช้สำหรับช่วงวัยเกษียณ ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ การเติมความรู้ด้านการวางแผนการเงิน การจัดการการเงินส่วนบุคคล เพื่อให้พนักงานมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถจัดการและดูแลการเงินของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น จะมีส่วนสำคัญในการช่วยป้องกัน และบรรเทาความรุนแรงของปัญหาดังกล่าว โดยที่ความรู้เหล่านั้นประกอบไปด้วย ความรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการต่างๆ การจัดทำงบประมาณการใช้จ่าย การวางแผนจัดการหนี้สิน การออมและการลงทุน

 

หากองค์กรได้มีการจัดเตรียมสวัสดิการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้พนักงานมีเงินออมสำหรับการเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สวัสดิการผลประโยชน์ระยะยาวต่างๆ องค์กรจำเป็นจะต้องมีการให้ความรู้ทั้งในด้านรายละเอียด เงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ประโยชน์เพื่อการวางแผนภาษี วางแผนเพื่อการเกษียณ เพื่อให้พนักงานสามารถพิจารณาสวัสดิการต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ได้เห็นความสำคัญและกระตือรือร้นในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก และได้ใช้ประโยชน์สิ่งเหล่านั้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

 

ตัวอย่างเช่น การตัดสินใจว่าจะนำหรือไม่นำเอาเงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมาใช้ก่อนเกษียณ การเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวที่เต็มที่ รวมถึงสวัสดิการที่ช่วยในการจัดการความเสี่ยง เช่น ประกันกลุ่มในรูปแบบต่างๆ เช่น ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ หรือวงเงินค่ารักษาพยาบาล ที่จะมีส่วนช่วยให้พนักงานมีความพร้อมสำหรับการเกษียณ วางแผนได้อย่างตรงความต้องการของตนเอง

 

ความรู้พื้นฐานที่สำคัญอีกเรื่อง คือ การวางแผนจัดทำงบประมาณการใช้จ่าย เพื่อให้สามารถคาดการณ์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของตัวเองได้ล่วงหน้า นำมาซึ่งการวางแผนการใช้จ่ายในปัจจุบัน สามารถบริหารสภาพคล่อง และจัดสรรเงินบางส่วนเพื่อการออมและการลงทุนเพิ่มเติมได้ ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนจัดการหนี้สิน สามารถจัดการหนี้สินของตนเองเป็น แยกแยะประเภทของหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สร้างรายจ่าย กับหนี้สินที่จะช่วยสร้างกระแสเงินสด หรือเป็นหนี้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ช่วยให้ไม่ก่อภาระหนี้สินที่เกินตัวจนก่อให้เกิดปัญหาตามมา สามารถวางแผนชำระหนี้สินต่างๆ ให้หมดก่อนที่จะเกษียณ เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อให้แก้ปัญหาหนี้สินได้อย่างยั่งยืนไม่กลับมาเป็นหนี้อีก

 

ความรู้เรื่องการออมและการลงทุน โดยเฉพาะพลังของดอกเบี้ยทบต้น ที่ช่วยให้เงินออมสามารถเติบโตสร้างผลตอบแทนได้อย่างดีเมื่อเวลาผ่านไป รวมถึงเครื่องมือและผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างๆ ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ตามแต่ละเป้าหมายการลงทุน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการออมและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสในการมีเงินสำหรับใช้จ่ายอย่างเพียงพอเมื่อเกษียณ คนทำงานแต่ละคนสามารถตรวจสอบตนเอง และหาความรู้ในด้านที่จำเป็นเพิ่มเติม และในแง่ของบริษัท ก็สามารถพิจารณาวางแผนฝึกอบรม จัดสรรทรัพยากรต่างๆ ช่วยให้พนักงานเข้าถึงแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง และให้คำแนะนำตามความเหมาะสม

 

“เพราะการเตรียมพร้อม วางแนวทางเตรียมการป้องกันปัญหา ง่ายกว่าการหาทางจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วเสมอ”