thansettakij
thansettakij
ธปท.ชี้เศรษฐกิจพ.ยฟื้นตัวแต่ไม่ทั่วถึง

ธปท.ชี้เศรษฐกิจพ.ยฟื้นตัวแต่ไม่ทั่วถึง

30 ธ.ค. 63 | 10:06 น.

ธปท.ชี้ เศรษฐกิจพ.ยฟื้นตัวแต่ไม่ทั่วถึง 3ประเด็นที่ต้องติดตาม “การกระจายตัวและจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-ผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน”

ธปท.ชี้ เศรษฐกิจพ.ยฟื้นตัวแต่ไม่ทั่วถึง 3ประเด็นที่ต้องติดตาม “การกระจายตัวและจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-ผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน”

ธปท.ชี้เศรษฐกิจพ.ยฟื้นตัวแต่ไม่ทั่วถึง

นางสาวชญาวดี  ชัยอนันต์  ผู้อำนวยการอาวุโส  ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤศจิกายน ปี 2563 โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤศจิกายน 2563 ทยอยฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง และหลายเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานต่ำในปีก่อนด้วย โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวจากผลของมาตรการภาครัฐและวันหยุดยาวพิเศษ เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัวจากการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าหดตัวน้อยลงสอดคล้องกับอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ทยอยฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวยังหดตัวสูงจากผลของมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศที่ยังมีอยู่
“ การเติบโตเดือนนี้ หากเทียบกับปีก่อนค่อนข้างสูง เพราะฐานจากปีที่แล้วค่อนข้างต่ำในหลายตัว แต่ภาพรวมยังเติบโตได้ต่อเนื่องแต่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งภารวมเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้ายังค่อยๆดีขึ้น ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวแม้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้างแต่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำและน้อยมาก กดดันดัชนีภาคบริการที่อยู่ในระดับต่ำ
นอกจากนี้เครื่องชี้ด้านอุปทานหลายดัชนีดูดีค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบช่วงก่อนโควิด โดยรายได้เกษตรกร 13.5%จากเดือนตุลาคม อยู่ที่ 12% สะท้อนสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวได้ดี  แต่เดือนนี้หักหัวลงจากราคาข้าวเปลือกหดตัวต่อเนื่องมา2เดือน ขณะที่เทียบปีก่อนรายได้เกษตรกรถือว่าเติบโตดีมาจากราคายาง ปาล์มน้ำมัน และสุกร และผลผลิตเติบโตได้ 3.6% และรายได้นอกภาคเกษตรเฉพาะผู้มีงานทำที่มีสถานะเป็นลูกจ้างกลับมาอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ไม่รวมอาชีพอิสระที่มีประมาณ 8ล้านคนซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องติดตามต่อไป”
 

สำหรับเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัว 1.0%จากระยะเดียวกันปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำแต่เทียบเดือนก่อน 0.4%ยังเติบโต โดยสินค้าคงทนเริ่มกลับมาเติบโตเป็นบวก 0.2%เป็นครั้งแรกในรอบปี สินค้าไม่คงทนหดตัวน้อยลง หลักๆมาจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ รวมถึงวันหยุดยาว  ทั้งการจ้างงาน แต่สินค้าไม่จำเป็นยังฟื้นตัวเปราะบาง  ขณะที่การส่งออกสินค้าฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เทียบปีก่อนหดตัว 3.1%จากช่วงเดียวกันปีก่อนหดตัว 5.6% เทียบเดือนตุลาคม 2.1%โดยหมวดยานยนต์กลับมาเป็นบวกจากเดิมหดตัว เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ,รถกระบะส่งออกออสเตรีเลยและเวียดนาม และส่งออกยางล้อไปสหรัฐ สำหรับสินค้าเกษตรกลับมาอยู่ในแดนบวกทั้งยางพาราส่งออกญี่ปุ่น  จีน  และอาเซียน รวมทั้ง ข้าว  ส่วนปิโตรเลียมหดตัวน้อยลง  อิเล็คทรอ  
ด้านภาคการผลิตอุตสาหกรรมเดือนนี้กลับมาเป็นบวก 0.4%จากเดือนตุลาคมหดตัว 0.4% ซึ่งเป็นการกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 19เดือนโดยเฉพาะหมวดยานยนต์ ปิโตรเคมี แต่หมวดเครื่องดื่มหดตัวเนื่องจากเร่งการผลิตไปก่อนหน้าและลดกิจกรรมสังสรรค์  รวมทั้งการบริโภคในประเทศ เหล่านี้สะท้อนการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ส่วนเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัว 1.4%จากระยะเดียวกันปีก่อน ตามการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นครั้งแรก นำโดยการนำเข้าสินค้าทุนที่ปรับดีขึ้นมากจากการนำเข้าโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่เปิดตัวช้ากว่าปีก่อน  แต่การลงทุนหมวดก่อสร้างซบเซาแต่หดตัวน้อยลงจากยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่กลับมาดีขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นของธุรกิจอีก 3 เดือนข้างหน้าเริ่มเกิน 50%แต่เทียบค่าเฉลี่ยเมื่อสองปีก่อนอยู่ที่ 53%   ด้านการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนกลับมาขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน 16%และ80.1%  ส่วนหนึ่งเป็นผลของฐานต่ำในปีก่อนที่ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 ประกาศใช้ล่าช้า โดยรายจ่ายประจำกลับมาขยายตัวจากการเบิกจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และการเบิกจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ สำหรับรายจ่ายลงทุนขยายตัวสูงขึ้นตามการลงทุนของรัฐบาลกลางด้านคมนาคมและชลประทาน  ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัว 26.2%

นางสาวชญาดาระบุว่า เดือนพฤศจิกายนดุลบัญชีเดือนสะพัดขาดดุล 1,500ล้านดอลลาร์สหรัฐจากเกินดุล 1,000ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยดุลการค้าเกินดุลลดลงจากการนำเข้าสินค้าและทองคำเพิ่มขึ้น  และดุลบริการขาดดุลมากขึ้นจากค่าขนส่งทางเรือที่เป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และบริษัทต่างชาติส่งรายรับกลับ สำหรับบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายไตรมาส3ของปี2563 ขาดดุลสุทธิ 4.9พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินไหลออกสุทธิได้แก่ 1.การออกไปลงทุนสุทธิในตราสารทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ(FIF) 2.การออกไปลงทุนโดยตรงของนักลงทุนไทยโดยเฉพาะธุรกิจโฮลดิ้งในเวียดนามและสหรัฐและ 3.การให้สินเชื่อการค้าของผู้ส่งออกไทย  ขณะที่ต่างชาติยังขายสุทธิในหุ้นไทยต่อเนื่อง  
“ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตร เห็นว่า 2ตลาดนี้เดือนตุลาคมยังเป็นการไหลออก แต่เดือนพฤศจิกายนเป็นการไหลเข้า ซึ่งเป็นอีกเหตุผลทำให้เงินบาทแข็งค่าค่อนข้างเร็ว นอกจากผลเลือกตั้งในสหรัฐและผลคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนออกมาทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจลดการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเช่น เงินดอลลาร์ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และนำเงินมาลงทุนในประเทศเกิดใหม่รวมทั้งไทยด้วย ”
อย่างไรก็ตาม  3ปัจจัยเสี่ยงที่ที่ต้องติดตามต่อซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่ 1.การกลับมาระบาดรอบใหม่ของโควิดในไทย ซึ่งต้องติดตามการกระจายตัวและจำนวนผู้ติดเชื้อ หรือความรุนแรง และมาตรการที่จะออกมาจำกัดการแพร่ระบาดจะมีความเข้มงวดมากน้อยเพียงใด  หากมีความรุนแรงมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภค และกิจกรรมภาคบริการ  2. การติดตามมาตรการต่างประเทศโดยหลายประเทศกลับมาเข้มมาตรการซึ่งต้องติดตามผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจแต่ละประเทศรวมทั้งประเทศเกิดใหม่ หากผลกระทบรุนแรงอาจจะกระทบตลาดคู่ค้าของไทย  3.ตลาดแรงงาน ยังมีความเปราะบางในบางจุด เช่น อัตราว่างงานอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยที่ผ่านมาคนที่อยู่นอกกำลังแรงงานย้ายมาหางานทำซึ่งบางส่วนพอจะหางานได้แต่ยังมีคนประสบปัญหาในการหางานทำ และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิยังสูง รวมทั้งผู้เสมือนว่างงานบางสาขาเดือนพ.ย.มีจำนวน 2.2ล้านคน จาก 2.5ล้านคน หลักๆปรับลดลงภาคเกษตรแต่กลุ่มนอกภาคเกษตรยังลดลงน้อย