thansettakij
thansettakij
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหนุนมาตรการรัฐกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหนุนมาตรการรัฐกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

08 ธ.ค. 63 | 11:40 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหนุนมาตรการภาครัฐกระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีแรกคาดใช้งบ 5แสนล้านเพียงพอไม่ต้องกู้เพิ่ม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ภาครัฐหนุนกำลังซื้อในประเทศปี 64 คาดใช้งบ5แสนล้านเพียงพอไม่ต้องกู้เพิ่ม -ประเมินจีดีพีขยับเป็นบวก 2.6% จากปีนี้ติดลบ 6.7% เผยจำนวนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่มีหนี้สินต่อทุนเกิน 2เท่า- ส่งสัญญาณเอ็นพีแอลและความสามารถในการชำระหนี้อยู่ถึงปี65
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหนุนมาตรการรัฐกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีแนวโน้มฟื้นตัวเป็นบวก 2.6% โดยมีแรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐทั้งการบริโภคและการลงทุน แต่มีความไม่แน่นอนสูง แต่การส่งออกไทยคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.0% หลังจากที่คาดว่าจะหดตัว 7.0% ในปีนี้ โดยทิศทางการส่งออกที่ฟื้นตัวช้ามาจากปัจจัยกดดันทั้งในเรื่องค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า29.00-29.25บาท/ดอลลาร์และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก 
ขณะที่วัคซีนเป็นสมมติฐานสำคัญ เพราะแม้จะมีข่าวดีจากการพัฒนาวัคซีนคืบหน้าแต่ยังมีประเด็นระหว่างทางมีความไม่แน่นอน เช่น การส่งวัคชีน การกระจายให้เข้าถึงประชากร หรือกำลังการผลิตอาจไม่เพียงพอคงจะเห็นผลจริงในปี 65  ทำให้ต้องทยอยเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในครึ่งปีหลังเป็นต้นไปและยังมีปัจจัยการเมืองในประเทศ
“กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะค่อยๆทยอยส่วนการเปิดรับนักท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางที่จะได้รับวัคซีนและสถานการระบาดโควิดอีกคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยจะค่อยๆเปิด 4.5-7ล้านคน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐยังมีความจำเป็นอย่างน้อยในครึ่งปีแรก ที่เปิดประเทศไม่ได้ เพราะต้องพึ่งกำลังซื้อและการจ้างแรงงานภายใน ซึ่งน่าจะใช้งบไม่ต่ำกว่า 5แสนล้านบาทไม่มากเท่าล็อคดาวน์”
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า แม้สัญญาณเศรษฐกิจจะดีขึ้น เชื่อว่าธนาคารกลางอยู่ในโหมดเตรียมความพร้อมจะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม ซึ่งธปท.เองยังเผชิญโจทย์ยากขึ้นซึ่งต้องติดตามสถานการอย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยครึ่งปีหลังอาจจะเห็นมาตรการผ่อนปรนเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ถ้าสถานการแย่ลง  โดยธปท.ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% แต่เตรียมความพร้อมจะผ่อนคลายเพิ่มเติม คือ  การลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่เหลืออยู่ในระดับ 0.23% เพื่อให้สถาบันการเงินปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้และปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง  0.25% ซึ่งน่าจะเห็นไตรมาสที่ 1 
 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มความสามารถในการชำระหนี้และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ยังเป็นโจทย์ที่อยู่กับเราไปในปี 2564-2565 เห็นได้จากสัดส่วนหนี้เอกชนต่อจีดีพียังเร่งตัวสูง ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 165% ในปี 2563 และเพิ่มขึ้นเป็น 166.5% ต่อจีดีพีในปี 2564
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยหนุนมาตรการรัฐกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ
 
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E)ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)พบว่า มีจำนวนบริษัทที่มีD/E สูงกว่า 2 เท่า เพิ่มมากขึ้นในไตรมาสที่ 3ปีนี้เทียบไตรมาส3ปี2558   โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวอยู่ที่ 38.5% จากเดิมอยู่ที่ 8.3%  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเป็น 31.4%จากเดิม 23.1%  กลุ่มค้าปลีกค้าส่งเพิ่มเป็น21.4% จาก 9.5% และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น  เนื่องจากรายได้ไม่กลับมาขณะที่ภาระหนี้สูงขึ้น  
 นอกจากนี้ เอ็นพีแอล โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางยังเป็นกลุ่มที่เข้ารับมาตรการช่วยเหลือ 1 ใน 4 หรือประมาณ 26% ของพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งต้องเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในธุรกิจเอสเอ็มอีมากกว่า 50% ซึ่งยังไม่เห็นจุดพีกของเอ็นพีแอล ดังนั้นคุณภาพหนี้ยังอยู่ไปถึงปี 2565 จากปีนี้ไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 3.13%สิ้นปีน่าจะอยู่ที่ 3.35% และปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 3.53%
 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งภาพความสามารถในการชำระหนี้ และเอ็นพีแอลยังเพิ่ม  แต่จะเห็นธนาคารในระบบมีการตั้งสำรองต่อหนี้สงสัยจะสูญ ทำให้เงินกองทุนอยู่ในระดับสูงกว่า 1.4-1.5 เท่า  และเงินกองทุนขั้นที่ 1 เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 16% ซึ่งเป็นระดับสูงกว่าธนาคารต่างประเทศ”