thansettakij
thansettakij
สศช.แนะรัฐแก้ปัญหายากจน

สศช.แนะรัฐแก้ปัญหายากจน

20 พ.ย. 63 | 09:35 น.

สศช.ชี้วิกฤติโควิด-19 ส่งผล 1.14 ล้านครัวเรือน เสี่ยงยากจน แนะรัฐแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เก็บตกกลุ่มไม่ลงทะเบียน สร้างหลักประกันสังคม รับมือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

ทุกวิกฤติต่างๆที่เกิดขึ้น จะทำให้มีครัวเรือนตกเป็นคนยากจนเพิ่มขึ้น อย่าง วิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากการ โจมตีค่าเงินบาทกระทบต่อภาคการเงินและธุรกิจจนทำให้เกิด วิกฤติเศรษฐกิจ ในปี 2540  ซึ่งครั้งนั้นทำให้เกิดทำให้มีคนจนเพิ่มขึ้นจาก 20.3 ล้านคนในปี 2539 เป็น 22.7 ล้านคนในปี 2541 และ 25.8 ล้านคนในปี 2543 

 

ตามมาด้วย วิกฤติซับไพรม์ ที่เป็นวิกฤติเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบไปทั่วโลกและ เศรษฐกิจไทย ทำให้คนยากจนเพิ่่มขึ้นจาก 12.7 ล้านคนในปี 2551 เป็น 13.1 ล้านคน ในปี 2552 และล่าสุด วิกฤติโควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤติทางสาธารณสุขจนกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งครั้งนี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ประเมินว่า กลุ่มครัวเรือนเปราะบาง ประมาณ 1.14 ล้านครัวเรือน เสี่ยงต่อการเป็นครัวเรือนยากจนและเป็นกลุ่มที่ควรจะมีมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

นายดนุชา พิชญนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงว่าภาวะเศรษฐกิจสังคมไตรมาส 3 ปี 2563 พบว่า การว่างงาน อยู่ในระดับสูงและชั่วโมงการทำงานปรับลดลง โดยเฉพาะ การทำงานล่วงเวลา (โอที) ลดลง ขณะที่ หนี้สินครัวเรือน ในไตรมาส 2 ปีนี้ มีมูลหนี้ 13.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 83.8% ของจีดีพี ซึ่งเป็นผลจากการหดตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจ สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นและการเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า

 

สศช.แนะรัฐแก้ปัญหายากจน

 

สำหรับผู้มีงานทำงาน จำนวน 37.9 ล้านคน ขยายตัว 1.2% โดยเป็นการขยายตัวของนอกภาคเกษตร 1.8% ภาคการก่อสร้าง 6.6% ค้าส่งค้าปลีก 4.6% และการขนส่งปรับตัวดีขึ้น 3.3% ขณะที่ภาคเกษตร มีจำนวน 12.6 ล้านคน ติดลบ 0.1% โดยเป็นการหดตัวในภาคโรงแรม 0.4% ขณะที่ผู้มีการศึกษาสูง มีโอกาสว่างงานสูง ซึ่งเป็นผลมาจากผู้จบการศึกษาไม่สอด คล้องกับตลาดแรงงานในปัจจุบัน ดังนั้นคงต้องมีการส่งเสริมผู้ประกอบอาชีพอิสระมีเงินทุนและสถานที่ค้าขาย และเพิ่มทักษะผู้จบการศึกษาใหม่

 

สำหรับหนี้ครัวเรือนพบว่า โครงสร้างหนี้เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยราว 34% สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค 27.4% ซึ่งในส่วนนี้เป็นหนี้บัตรเครดิต 2.9% สินเชื่อส่วนบุคคล 24.5% หนี้ครัวเรือนที่มีหลักทรัพย์คํ้าประกันอยู่ที่ 46.9% เป็นสินเชื่อธุรกิจ 18.3% สินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค 34.8%

 

หากพิจารณาสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ต่อสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคโดยรวมมูลค่า 1.52 แสนล้านบาท ขยายตัว 19.7% คิดเป็นสัดส่วน 3.12% ลดลงจากไตรมาส 2 ปี 2562 อยู่ที่ 3.23% มูลหนี้ 1.56 แสนล้านบาท โดยเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการผ่อนเกณฑ์การจัดชั้น ทำให้ภาพรวมคุณภาพหนี้ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์และสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งมีสัดส่วนต่อเอ็นพีแอล 1.88% และ 3% ปรับลดลงจาก 2.9% และ 3.50% ตามลำดับ ขณะที่คุณภาพสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังทรงตัว

 

“ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังมีความเสี่ยง และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพราะมีความเปราะบางต่อระบบเศรษฐกิจ”นายดนุชากล่าว

สศช.แนะรัฐแก้ปัญหายากจน

ขณะที่นางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ รองเลขาธิการ สศช.กล่าวว่า สถานการณ์ความยากจนและเหลื่อมลํ้าปี 2562 มีแนวโน้มดีขึ้น โดยคนจนลดเหลือ 4.3 ล้านคน หรือ 6.24% จาก 65.17% เมื่อปี 2531 ซึ่งผลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 27,429 ตัวอย่าง ช่วงการะบาดของโควิด-19 พบว่า ประชาชนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 33% ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 54% รายได้ลดลง และสิ่งที่ตามมาคือ มีหนี้สินในระบบเพิ่ม 14% และหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น 9% โดยปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อคนจนเมืองประมาณ 60.24% ที่รายได้ปรับลดลงเกือบทั้งหมด และประมาณ 31.21% ที่รายได้ลดลงกึ่งหนึ่ง 

 

หากพิจารณาเชิงลึกผลกระทบจากโควิดพบว่า กลุ่มครัวเรือนเปราะบางราว 1.14 ล้านครัวเรือน เสี่ยงต่อการเป็นครัวเรือนยากจนและเป็นกลุ่มที่ควรจะมีมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น กลุ่มครัวเรือนยากจนที่พึ่งพิงรายได้ช่วยเหลือจากบุคคลอื่นภายนอก 6.37 แสนครัวเรือน, กลุ่มครัวเรือนที่รายได้ลดลงมากมี 4.67 แสนครัวเรือน รวมทั้งกลุ่มครัวเรือนเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีที่ทำกินน้อยราว 4.9 หมื่นครัวเรือน ซึ่งกลุ่มนี้มีทั้งปัญหาภัยแล้งตั้งแต่ปลายปี 2562 ถึงกลางปี 2563 และประสบอุทกภัยในไตรมาส 3 ของปีนี้

 

สศช.ได้เสนอมาตรการแก้ปัญหาความยากจน ได้แก่ การใช้กลไกท้องถิ่นในการค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ลงทะเบียนหรือเก็บตกกลุ่มคนที่ยังไม่ลงทะเบียน,เร่งโครงการภาครัฐตามแผนงาน หรือโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด และการสร้างงานสร้างอาชีพ ทั้งพัฒนาทักษะด้านอาชีพและให้ความสำคัญแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงการสร้างเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านการเกษตร ที่ดินทำกิน เงินทุน การตลาด ระบบชลประทานและการสร้างหลักประกันทางสังคมเพื่อเป็นมาตรการรองรับหาก เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นมา 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คลังจ่อออก บอนด์ออมทรัพย์ แสนล้าน ล็อตแรกหลังปีใหม่

สศช.จับตา"ว่างงาน-หนี้ครัวเรือน" แนะรัฐเร่งลงทุนประคองเศรษฐกิจ

แนะรัฐเร่งฟื้นรายได้ลดหนี้ครัวเรือน

หนี้ครัวเรือนไตรมาส 2 พุ่งแตะ 83.8% สูงสุดในรอบ 18 ปี

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,628 วันที่ 19 - 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563