
5บริษัทประกันกำไรหด เหตุค่าใช้จ่ายเพิ่ม
5บริษัทโชว์กำไรจากการรับประกันภัยเพิ่มขึ้น แจงต้นทุนค่าใช้จ่ายขยับฉุดกำไรสุทธิหดตัว
ภาพรวมธุรกิจผลประกอบการบริษัทประกันภัยและธุรกิจประกันชีวิตไตรมาส3 และงวด 9เดือนโดยรวมแม้กำไรสุทธิหดตัว 33% และ 31%ตามลำดับ แต่ทั้ง 5 บริษัทยังรักษาความสามารถในการทำกำไร ภายใต้บริหารจัดการสินไหมที่มีประสิทธิภาพ แต่ผลกำไรที่ปรับลดมาจากต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งผลจากมาตรฐานบัญชีIFRS 16 และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สำหรับ 5บริษัทได้แก่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP รายงาน ผลการดำเนินงานประจำงวด 9 เดือนณ วันที่ 30 กันยายน 2563 โดยระบุว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวมกว่า 1,610.04 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 2.68 บาท เทียบกับงวดเดียวกันของปี 2562 ที่กำไรสุทธิ 1,413.37 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 2.36 บาท หรือกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นกว่า 196.67 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.91%
โดยนายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่TIPระบุว่า ปัจจัยที่สนับสนุนให้กำไรสุทธิของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดี สามารถทำเบี้ยประกันภัยรับรวมงวด 9 เดือนกว่า 16,579.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 3,187.57 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 23.80% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่เบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 13,391.98 ล้านบาท สำหรับเบี้ยประกันภัยรับจำนวน 16,579.55 ล้านบาท ประกอบด้วย เบี้ยประกันอัคคีภัย เพิ่มขึ้น 6.23% เบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง เพิ่มขึ้น 47.06% เบี้ยประกันภัยรถยนต์ เพิ่มขึ้น 25.20% และเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ด เพิ่มขึ้น 25.46%
ด้านบมจ.กรุงเทพประกันชีวิตมีเบี้ยประกันรับปีแรกจำนวน 3,005 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากไตรมาส 3 ปี 2562 โดยเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายช่องทางธนาคารจากแคมเปญพิเศษร่วมกับธนาคาร ในขณะที่ยอดขายสินค้าคุ้มครองเครดิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ช่องทางตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงินมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกลดลง 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ขาย บริษัทมียังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่องทางการตลาดตรง ในภาพรวมเบี้ยประกันรวมของไตรมาสที่ 3/2563 มีจำนวน 9,803 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1% เป็นผลของการลดลงของเบี้ยประกันรับปีแรกในช่องทางตัวแทนและช่องทางอื่น
ม.ล.จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารBLAระบุว่า สิ้นไตรมาส 3 ปี2563 บริษัทมีสินทรัพย์รวม จำนวน 342,845 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2562 ที่ 3% โดย สินทรัพย์ลงทุนมีสัดส่วนสูงที่สุดคือ 94% ในไตรมาสที่ 3/2563 บริษัทมีกำไรสุทธิ 583 ล้านบาท ลดลง59% จากกำไรสุทธิของไตรมาส 3 ปี 2562 โดยสาเหตุหลักเกิดจากลดลงของกำไรจากการขายเงินลงทุน ทางด้านความมั่นคงของฐานะทางการเงิน บริษัทมีระดับความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio – CAR) ณ ไตรมาส 3/2563 ที่ระดับ263% จากผลกระทบของมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารทุนที่ปรับตัวตามภาวะของตลาด
สำหรับบมจ.เมืองไทยประกันภัยหรือMTI นางสาวนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รายงานผลกำไรสุทธิไตรมาส3จำนวน 148ล้านบาทลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 168ล้านบาท ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายสินไหมเพิ่มขึ้นในส่วนงานประกันกันทั่วไป จากสินไหมประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น และสินไหมรายใหญ่ที่เกิดจากอุบัติภัยและภัยธรรมชาติในไตรมาส 1ที่ผ่านมา ส่วนสินไหมประกันภัยรถยนต์ปรับลดลง เนื่องจากบริษัทบริหารจัดการสินไหมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสนี้ บริษัทมีเบี้ยประกันรับเพิ่มขึ้น 13.28%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 9,598.04ล้านบาทเพิ่มขึ้นจำนวน 1,274ล้านบาทหรือคิดเป็น 13.28%เป็น 10,872ล้านบาท ส่วนงวด 9เดือนบริษัทมีกำไรสุทธิ 500.35ล้านบาทเพิ่มขึ้น 211.93ล้านบาทหรือคิดเป็น 73.48%จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 288.42ล้านบาท
ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธานกรรมการ บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM ผู้นำด้านที่ปรึกษาประกันภัยและการเงิน เปิดเผยว่า ไตรมาส 3ปีนี้ บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 169.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ตามการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าบริการ 12% แตะ 774 ล้านบาท ส่วนรวม 9 เดือน รายได้รวม 2,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 298 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.6% กำไรสุทธิ 512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 155.6 ล้านบาท หรือคิดเป็น 43.7% ซึ่งมาจากยอดขายประกันภัยเกือบทุกประเภทเติบโตขึ้นในทุกช่องทาง ขณะที่ค่าใช้จ่ายการให้บริการปรับเพิ่มขึ้น 7%ซึ่งสะท้อนความสามารถบริหารจัดการต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนและค่าใช้จ่ายการให้บริการที่ปรับเพิ่มเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น จากการเดินหน้านำดิจิทัลเข้ามายกระดับประสิทธิภาพด้านบริการ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไว้ได้ในระดับสูงที่ 50% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ในระดับ 22%
นางสาวคณิดา นิมมาณวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TSI Insurance (TSI)กล่าวว่า ไตรมาสที่3 บริษัทฯ มีรายได้รวม 171.5 ล้านบาท มีกําไรสุทธิ 23.4 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการรับรู้เบี้ยประกันภัย 111.0 ล้านบาท และมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้นจากการกลับรายการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีความในอดีต ซึ่งคดีความได้สิ้นสุดลงและบริษัทฯ ไม่มีภาระต้องจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว ขณะที่อัตราส่วนสินไหมสุทธิลดลงจาก 74% เป็น 46% และค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยอื่นใกล้เคียงกับปีก่อน
สำหรับงวด 9 เดือน บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 512.9 ล้านบาท มีรายได้รวมจํานวน 454.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 210.8 ล้านบาทจากปี 2562 เป็นรายได้จากการรับประกันภัยจํานวน 370 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้เบี้ยประกันภัยที่สามารถรับรู้เป็นรายได้ (Earned Premium) จำนวน 288.5 ล้านบาท ค่าจ้างและค่าบําเหน็จรับจากบริษัทประกันต่อ 108.5 ล้านบาท สัดส่วนเบี้ยประกันภัยของบริษัทฯ มาจากงานประเภทรถยนต์ 90% และประเภทอื่น 10% รายได้จากการลงทุนและรายได้อื่นจํานวน 84.1 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่าในปี 2563 จะมีเบี้ยประกันภัยรับทั้งสิ้นประมาณ 670 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 32% จากในปี 2562 ที่มีเบี้ยประกันภัยรับจำนวน 507.3 ล้านบาท โดยจะมาจากงานประเภทรถยนต์ 85% และงานประเภทอื่น 15%
นายธนพล บุญวรุตม์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TSI กล่าวถึงแผนการดำเนินงานว่า บริษัทยังคงเน้นเรื่องคุณภาพของการรับงานประกันภัยและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า เช่น นายหน้า ตัวแทน บริษัทสำรวจภัย ศูนย์ซ่อมและอู่ ควบคู่กับการหาพันธมิตรใหม่เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตรงกับความต้องการลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และการขยายการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มธุรกิจ นอกจากนี้ ด้านการบริการและสนับสนุนการขาย บริษัทฯ จะยังคงปรับปรุงกระบวนการทำงานและคุณภาพการให้บริการในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านบริการสินไหมอย่างต่อเนื่อง






