thansettakij
thansettakij
ลุ้น คนละครึ่ง เปิดทางคนถูกตัดสิทธิ์รอบแรก ลงทะเบียนใหม่ได้

ลุ้น คนละครึ่ง เปิดทางคนถูกตัดสิทธิ์รอบแรก ลงทะเบียนใหม่ได้

09 พ.ย. 63 | 09:09 น.

คลัง ลุ้น คนละครึ่ง เปิดทางคนถูกตัดสิทธิ์รอบแรก ลงทะเบียนใหม่ได้ 11 พ.ย.นี้หรือไม่ ยังไม่ตอบขยายสิทธิ์เกิน 10 ล้านคน ขอรอดูงบประมาณก่อน

                 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเปิดให้ผู้ถูกตัดสิทธิ์การลงทะเบียนในโครงการดังกล่าวจำนวน 2.3 ล้านคน ในรอบแรก หลังจากไม่ใช้จ่ายภายใน 14 วันตามเงื่อนไข สามารถเข้ามาลงทะเบียนใหม่ได้หรือไม่ ในวันที่ 11พ.ย.นี้ โดยจะต้องรอดูความเห็นระดับนโยบาย ที่จะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้

                ส่วนข้อเสนอให้มีการขยายจำนวนผู้ลงทะเบียนเพิ่มเติมจาก 10 ล้านคน หลังโครงการได้รับผลจากประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้น จะต้องมีการหารือเช่นกัน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณด้วย จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อน

 

                   ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า  โครงการคนละครึ่ง พร้อมจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอีกครั้ง ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 23.00 น. ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com   โดยจะเปิดลงต่อเนื่องจนกว่าจะครบจำนวน และขอย้ำว่า ผู้ที่สามารถลงทะเบียนได้จะต้องเป็นผู้ไม่เคยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมาก่อน หรือเป็นผู้เคยลงทะเบียนแต่ไม่สำเร็จจึงถือเป็นผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการ

                  “ยอดที่จะเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่ เบื้องต้น ณ วันที่ 9 พ.ย.2563 มีสิทธิคงเหลือจากผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบสิทธิและผู้ไม่เริ่มใช้สิทธิภายในกำหนด 14 วัน ประมาณ 2.3 ล้านสิทธิ  โดยคุณสมบัติผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปในวันลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  แต่ผู้ได้รับสิทธิและใช้สิทธิตามโครงการคนละครึ่งแล้ว จะไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการช้อปดีมีคืนได้”

 

                 สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 9 พ.ย.2563  มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 5.57 แสนร้านค้า และผู้ใช้สิทธิแล้วจำนวน 7.35 ล้านคน โดยมียอดใช้จ่ายสะสม 10,155 ล้านบาท แบ่งเป็นประชาชนจ่าย 5,178 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 4,977 ล้านบาท ยอดใช้จ่ายเฉลี่ย 214 บาทต่อครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ตามลำดับ