
ธ.ก.ส. เตรียมให้ของขวัญปีใหม่เกษตรกร คืนดอกเบี้ย ลูกหนี้ดี
ธ.ก.ส.ให้ของขวัญปีใหม่เกษตรที่ชำระหนี้ดี ด้วยการคืนดอกเบี้ยให้ ระบุ สินค้าเกษตรราคาดี ส่งผลบวกคนเป็นหนี้ลดลง
นายสุรชัย รัศมี รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และในฐานะรักษาการแทนผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ธนาคารจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) ในช่วงปลายเดือนพ.ย.นี้ พิจารณาอนุมัติโครงการ ชำระดีมีคืน สำหรับลูกค้าที่ชำระหนี้ดี โดยจะได้รับการลดอัตราดอกเบี้ย แต่จะเป็นเท่าไหร่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ ในเดือนธ.ค.นี้
“ที่ผ่านมาเราเคยทำมาตรการนี้ คือ ชำระดีมีคืน โดยลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกค้าประมาณ 20% สำหรับลูกค้าที่ชำระดี แต่ครั้งนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ โดยหวังว่าจะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกร”นายธนารัตน์ กล่าว
นอกจากนี้ธนาคารยังประเมินภาพรวม การกลับมาชำระหนี้หลังสิ้นสุดการพักชำระหนี้ของลูกหนี้ช่วงกลางปีหน้าว่า น่าจะกลับมาชำระได้ดี เนื่องจาก สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรกรหลายตัวปรับตัวดีขึ้น เช่น ยางพารา เป็นต้น ซึ่งคาดว่า ยอดการชำระหนี้จะกลับมาเกิน 50% ของลูกค้าที่พักชำระหนี้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าในบางส่วน จากทั้งหมดที่เข้าโครงการพักชำระหนี้ 3.25 ล้านราย ซึ่งสำรวจแล้วทั้งสิ้น 2.9 ล้านราย หรือคิดเป็น 82% ของผู้ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ซึ่งที่เหลือคาดว่าจะสำรวจแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้
สำหรับการสำรวจได้แบ่งลูกค้าออกเป็นระดับสี่ ประกอบด้วย สีเขียว กลุ่มลูกหนี้ที่มีการชำระปกติ คิดเป็น 72% หรือ 2.09 ล้านราย ของ 2.9 ล้านรายที่สำรวจแล้ว สีเหลือง กลุ่มที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับเปลี่ยนหนี้ คิดเป็น 23% หรือ 6.7 แสนราย สีส้ม กลุ่มที่ต้องฟื้นฟูอาชีพ และได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม คิดเป็น 3% หรือ 9.8 หมื่นราย กลุ่มสีแดง กลุ่มที่ต้องลดหนี้ คิดเป็น 2% หรือ 4.3 หมื่นราย และกลุ่มสีดำ หรือกลุ่มที่ต้องตัดเป็นหนี้สูญ มีจำนวน 1.5 พันราย
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากจัดชั้นหนี้เรียบร้อยแล้ว ธนาคารจะเร่งหามาตรการดูแลลูกหนี้ที่ต้องช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการให้เข้าไปดูแลลูกหนี้หลังจากสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ และผ่อนปรนการชำระหนี้
ทั้งนี้ ธนาคารยืนยัน มีสภาพคล่องเพียงพอในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะขณะนี้ธนาคารมีกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 13.2%
ขณะที่สถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คาดว่าปีบัญชี 2563 จะไม่แตกต่างจากสิ้นปีบัญชี 2562 ที่อยู่ระดับ 4.03% ซึ่งขณะนี้สถานการณ์หนี้ NPL ณ วันที่ 30 ก.ย.2563 ยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.95% จากพอร์ตหนี้ทั้งหมด 1.5 ล้านล้านบาท เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ในช่วงมาตรการพักชำระหนี้ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหลังสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้จะไม่กระทบสถานการณ์ NPL เพราะธุรกิจยังสามารถเดินหน้าไปได้






