
กังวลการเมือง-เศรษฐกิจถดถอย
FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนมกราคม 2564 ลดลง 9% อยู่ในเกณฑ์ซบเซาต่อเนื่องเดือนที่ 3 ชี้นักลงทุนคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจมากที่สุด ส่วนการเมืองและเศรษฐกิจถดถอยฉุดเชื่อมั่นมากที่สุด
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือเดือนมกราคม 2564 ดัชนีอยู่ที่ระดับ 61.27 ปรับตัวลดลง 9% จากเดือนก่อนหน้า และยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม โดยนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือนโยบายภาครัฐและการไหลเข้าออกของเงินทุน สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงความกังวลต่อการระบาดระลอกสองของไวรัสโควิด-19
ขณะที่ หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK) ด้านปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ และปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ ขณะเดียวกัน กลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับตัวลง 2.2% อยู่ที่ระดับ 78.57 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง 37.5% อยู่ที่ ระดับ 62.50 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวลดลง 8.7% อยู่ที่ระดับ 62.50 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับตัวลดลง 6.7% อยู่ที่ระดับ 40.00
"ช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนตุลาคม 2563 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 1,247.59—1.263.99 จุด และปรับตัวลงในช่วงครึ่งเดือนหลังในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังจากความไม่คืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ของสหรัฐ และจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศหลักๆ ในยุโรปและอเมริกากลับมาเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในส่วนของประเทศไทยยังโดนแรงกดดันจากความร้อนแรงของสถานการณ์การเมืองในประเทศ มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร"
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐระดมออกมาอย่างต่อเนื่อง และการขยายระยะเวลาโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ทิศทางเศรษฐกิจหลังผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ การเจรจาการค้าระหว่าง UK และ EU เพื่อหาข้อตกลงก่อนที่จะจบ Transition period ในปลายปีนี้ ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ ความยืดเยื้อของการชุมนุมทางการเมือง และการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า คาดการณ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ในการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และอายุ 10 ปี ณ สิ้นไตรมาส 4 มีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงมากนักจากการสำรวจเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 เนื่องจากการคาดการณ์ว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไป แต่ต้องติดตามปัจจัยความไม่แน่นอนจากต่างประเทศในประเด็นผลการเลือกตั้งสหรัฐ BREXIT และสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่อาจส่งผลให้อัตราผลตอบแทนผันผวนได้






