
ผลวิจัยชี้ชัยชนะ "ไบเดน" เป็นผลบวกเศรษฐกิจโลก-ไทย
ส่องนโยบาย "โจ ไบเดน - โดนัลด์ ทรัมป์ " ชี้ชัยชนะ "ไบเดน" เป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจโลกและอานิสงส์ต่อไทยมากกว่า แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าพรรคเดโมแครต จะได้เสียงข้างมากทั้ง 2 สภาด้วยหรือไม่
SCB Economic Intelligence Center ( EIC ) ระบุว่าจากผลการสำรวจล่าสุด (29 ตลาคม 2563) ของ Real Clear Politics พบว่า "โจ ไบเดน" มีโอกาสชนะ "โดนัลด์ ทรัมป์ "สูง เนื่องจากมีคะแนนนำอยู่ที่ 51.1 ต่อ 43.6 โดยได้วิเคราะห์เป็น 3 กรณีคือ
กรณีที่ 1: ไบเดน ได้เป็นประธานาธิบดี และพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากทั้ง 2 สภา กรณีนี้ความเป็นไปได้มากสุด ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง คาคว่าการขึ้นภาษีไม่น่าจะชดเชยรายจ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นมากกว่า ทำให้การขาดดุลการคลังสูงขึ้นกว่ากรณี "ทรัมป์"ชนะ ความเสี่ยงจากสงครามการค้าลดลง และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ( อ่านเพิ่ม : ตาราง นโยบาย"ไบเดน-ทรัมป์"ด้านภาษี การค้า/ตปท และด้านพลังงาน )
ผลกระทบในกรณีที่1 คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่และนโยบายการค้าที่เป็นมิตรมากขึ้น และจะเป็นบวกต่อส่งออกไทยจากเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่ลดลง แต่เงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า
กรณีที่ 2: ไบเดน ได้เป็นประธานาธิบดี แต่พรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากเฉพาะสภาล่าง การดำเนินนโยบายผ่านสภาจะทำได้ยากขึ้น เช่น การใช้จ่ายภาครัฐและการจัดเก็บภาษีจะไม่สามารถทำได้มากเท่ากรณีที่ 1 แต่คาคว่าความเสี่ยงจากสงครามการค้าลดลงจากปัจจุบัน
ผลกระทบกรณีที่ 2 คาดว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะเป็นไปได้ช้ากว่ากรณี1 เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีขนาดเล็กลง และอาจทำได้ช้ากว่า,นโยบายการค้าจะเป็นมิตรมากขึ้นคล้ายกับในกรณีที่ 1 เนื่องจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศสามารถดำเนินการไดโดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส
กรณีที่ 3 :ทรัมป์ ได้ประธานาธิบดี และพรรครีพับลิกันยังคงเสียงข้างมากในวุฒิสภา แต่พรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากในสภาล่าง (เหมือนกับปัจจุบัน) คาดว่าทรัมป์ จะยังคงดำเนินนโยบายคล้ายกับสมัยแรกต่อไป แต่สงครามการค้าจะไม่รุนแรงเท่าในสมัยแรก นอกจากนี้ คาดว่าจะมีความพยายามต่อนโยบายการลดภาษี (Tax Cuts and Jobs Act : TCJA) ออกไป แม้ว่าจะมีอุปสรรคในการโหวตผ่านสภาลงที่มีพรรคเดโมแครต เป็นเสียงข้างมากก็ตาม
ผลกระทบกรณีที่ 3 คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นไปช้าสุด เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะมีขนาดเล็กกว่ากรณีอื่น ๆ นโยบายต่างประเทศที่ยังแข็งกร้าว จะเป็นปัจจัยให้ความเสี่ยงจากสงครามการค้ายังคงมีอยู่
คาคว่าไทยจะได้รับอานิสงค์น้อยกว่ากรณีอื่นจากเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวได้ช้ากว่า นอกจากนี้ผลกระทบต่อไทยจะยังคงคล้ายกับ 4 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากนโยบายยังคล้ายเดิม
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ผลโพลชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า "ไบเดน" ตัวแทนจากพรรคเดโมแครตจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีการเลือกตั้งสหรัฐ กรณีที่ ไบเดน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี และพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา คาดจะส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เติบโตมากกว่าในกรณีที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีไม่ต่ำกว่า 1%
"หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 0.2% (บนสมมติฐานที่ไม่มีการยกระดับสถานการณ์การเมือง รวมถึงการแพร่ระบาดซ้ำอย่างรุนแรงในประเทศ)" ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ
ขณะที่ค่าเงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าตามการอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี แต่ในกรณีของโจ ไบเดน จะทำให้ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกโดยรวมลดลง ดังนั้นค่าเงินบาทจึงมีทิศทางแข็งค่ามากกว่าในกรณีที่ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี นอกจากนี้ ความเสี่ยงในประเทศทั้งปัจจัยการเมือง และสถานการณ์การแพร่ระบาดซ้ำของโควิดไม่ได้ยกระดับสูงขึ้น
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่าหากไบเดน พรรคเดโมแครต ชนะการเลือกตั้ง มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยังคงดี เพราะนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของไบเดนจะใช้เงินมากกว่า จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐพุ่งแรง รวมถึงเศรษฐกิจโลกด้วย ส่วนปัญหาสงครามการค้าอาจจะเบาบางลง เนื่องจากไบเดนไม่นิยมความรุนแรง อาจจะมีกีดกันบ้าง แต่ไม่มาก และจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ส่งผลให้เสถียรภาพเศรษฐกิจทั่วโลกดีต่อเนื่องในระยะยาว ด้านตลาดหุ้นสหรัฐในระยะสั้นปรับขึ้นเล็กน้อย แต่เงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่มากขึ้น
"สิ่งสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การชนะเลือกตั้งของทั้งสองพรรคเป็นแบบไหน โดยมองว่าทางฝั่งพรรคเดโมแครตต้องดูทิศทางว่าจะชนะเลือกตั้งวุฒิสภาด้วยหรือไม่ เนื่องจากจะต้องมีคะแนนเสียงที่สูง แต่หากชนะแบบคะแนนเสียงได้เพียงส.ส.(สภาล่าง) แต่ไม่ได้สภาสูง จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไม่ราบรื่นและเกิดขึ้นไม่เต็มที่ "






