thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยแกร่ง! เมินโควิดรอบ2

หุ้นไทยแกร่ง! เมินโควิดรอบ2

01 พ.ย. 63 | 23:30 น.

ตลาดหุ้นไทย ไม่กังวลไวรัสโควิด-19 ระบาดรอบสอง โบรกมองไทยโอกาสเกิดซ้ำน้อยมาก หลังควบคุมการติดเชื้อได้ดี แม้มีชุมนุมการเมืองและเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แนะทยอยเก็งกำไรหุ้นงบโดดเด่น

กลับมาเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลกอีกครั้งกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังลุกลามในฝั่งสหรัฐและยุโรป ทำให้ในหลายประเทศกลับมาใช้มาตรการ Lockdown อีกครั้ง เกิดความกังวลว่า จะกระทบกับเศรษฐกิจโลกต้องชะลอตัวลงอีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ที่กิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มกลับมาดำเนินการบ้างแล้ว

สำหรับการเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 1-28 ตุลาคม 2563 ลดลง 29.10 จุด หรือ -2.35% ซึ่งปรับลดลงน้อยกว่าเดือนกันยายนที่ลดลง 73.62 จุด หรือ -5.62% แต่ยังลดลงมากกว่าเดือนสิงหาคมที่ลดลง 17.87 จุด หรือ -1.35% 

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสองกระทบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพียงเล็กน้อย เนื่องจากจุดหลักอยู่ในสหรัฐและยุโรป แต่ในประเทศไทยเองมีการควบคุมได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังมีความคาดหวังของการผลิตวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ที่มีการศึกษาต่อเนื่องถึงเฟส 3 แล้ว ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ตกใจกับกระแสดังกล่าวเท่ากับในช่วงไตรมาส 2 ที่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน

ขณะเดียวกันมองว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสองในไทยมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย เพราะมีการควบคุมเป็นอย่างดี ถึงแม้การเว้นระยะห่าง หรือการล้างมือจะลดลงบ้าง แต่การสวมหน้ากากอนามัยยังถือเป็นการป้องกันได้ในระดับหนึ่ง 

หุ้นไทยแกร่ง! เมินโควิดรอบ2

ส่วนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกรณีพิเศษนั้น การจำกัดจำนวนและพื้นที่ อาจจะมีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากเกิดปัญหาขึ้นมา คาดว่าทางภาครัฐจะสามารถจัดการแก้ไขได้อย่างทันที โดยมองว่ามี 2 วิธี คือ การปิดเมืองไปเลย จะส่งผลให้เศรษฐกิจทรุดลง และหากค่อยๆ ทยอยปิดบางส่วน ก็จะเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจเช่นกัน

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงนี้คือ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐและยุโรป, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐที่อาจจะล่าช้า, โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ และการเมืองในประเทศที่ยืดเยื้อต่อเนื่อง 

ทั้งนี้แนะนำนักลงทุนให้ใช้จังหวะแบ่งเก็งกำไรได้บางส่วน โดยเข้าทยอยซื้อสะสมในช่วงที่ดัชนีลดลงตํ่าที่ระดับ 1,150-1,180 จุด ซึ่งเป็นระดับพีอีที่ประมาณ 14.5 เท่า ถือว่าเหมาะสมที่สุด และพิจารณาลงทุนในหุ้นที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในไตรมาส 3 ปี 2563 รวมถึงมีความปลอดภัยไปจนถึงไตรมาส 4 ปี 2563

“ความเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19 รอบสองในไทยมีอยู่แล้ว แต่มีโอกาสน้อยมาก หากจะเกิด คงเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะมีบางกิจกรรมที่มีความเสี่ยงเช่น การชุมนุมทางการเมือง แต่ด้วยการควบคุมที่ดี ทำให้มองว่าไม่ปัญหาอะไร และถึงแม้ในต่างประเทศจะมีการแพร่ระบาดหนักขึ้น แต่หุ้นไทยไม่ได้ถูกกระทบในทุกกลุ่มเท่ากับการกลับมาในช่วงไตรมาส 2 ที่ในครั้งนั้นเกิดความตกใจมากเกินไป ซึ่งในตอนนี้เรายังมีความคาดหวังกับการผลิตวัคซีนต้านเข้ามาช่วยลดความกังวล”

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมทั่วโลกอยู่ที่ 44.7 ล้านคน ส่วนยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 500,000 ราย ทำให้หลายประเทศกลับมาใช้มาตรการ Lockdown โดยที่ผ่านมาปี 2563 มี 3 ช่วง คือ ช่วงกลางเดือนมีนาคม–กลางเดือนพฤษภาคม ประเทศสำคัญขนาดใหญ่ทั่วโลก Lockdown พร้อมกัน ส่วนไทยประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน (Curfew) และปิดสถานที่เสี่ยงต่อการระบาด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นได้สะท้อนไปที่การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ทั่วโลก งวดไตรมาส 2 ปี 2563 ทำให้หดตัวแรง และจีดีพีไทยไตรมาส 2 หดตัว 12.2% ตํ่าสุดในรอบ 22 ปี

สำหรับรอบ 2 ปลายเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ประเทศโซนเอเซีย ทำการ Lockdown ยกเว้นไทย เพราะไม่พบผู้ติดเชื้อและรัฐผ่อนคลายกิจกรรมเศรษฐกิจในระดับปกติ ส่วนสหรัฐและยุโรปไม่ Lockdown เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอัตราลดลง ขณะที่รอบ 3 ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน-ปัจจุบัน พบว่าประเทศในโซนยุโรป มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ทำให้รัฐบาลมีการเข้มงวดกิจกรรมเศรษฐกิจ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐและยุโรปปรับฐานแรง 3-4% และราคานํ้ามันดิบปรับฐานแรง 5% 

 

หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับที่ 3,623 วันที่ 1 - 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563