thansettakij
thansettakij
วอลุ่มพุ่ง 3 เท่าหลังใช้ Short Sell ปกติ 

วอลุ่มพุ่ง 3 เท่าหลังใช้ Short Sell ปกติ 

07 ต.ค. 63 | 06:40 น.

วอลุ่มเทรดตลาดหุ้นไทยวันแรกเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว หลังตลท.ปรับใช้เกณฑ์ Short Sell ปกติ  KBANK สูงสุด 128.04 ล้านบาท โบรกเผยหุ้น Short Sell ส่วนใหญ่ยังเป็นตัวเดิม  

ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยให้ผันผวนรุนแรงเช่นกัน  ทให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ต้องออกมาตรการลดความผันผวน ด้วยการหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ (Circuit Breaker) จาก 2 ระดับ เป็น 3 ระดับ ซึ่งให้ใช้เป็นการถาวร 

 

ขณะที่เกณฑ์ราคาเสนอขายชอร์ตสูงกว่าราคาตลาด (Short Sell) และเกณฑ์ราคาเสนอซื้อขายสูงสุดและตํ่าสุด (Ceiling & Floor) และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ปรับเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงราคาซื้อขายสูงสุดในแต่ละวัน (Daily Price Limit) ของ SET50 Index Futures, SET50 Index Options, Sector Futures และ Single Stock Futures ให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์

 

โดยมีผลบังคับใช้ชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม-30 มิถุนายน และขยายออกมาถึง 30 กันยายน ก่อนจะกลับมาใช้เกณฑ์ปกติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563

 

รายงานข่าวจากตลท.เปิดเผยว่า ด้วยภาวะตลาดในปัจจุบันมีความผันผวนลดลงกลับมาอยู่ในระดับปกติจากช่วงที่ตลาดเคยผันผวนรุนแรง ตลท.จึงปรับกลับไปใช้เกณฑ์ปกติ “Short Sell” ใช้ราคาที่สูงกว่าหรือเท่ากับราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Zero Plus Tick), “Ceiling & Floor” +/- 30% และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ใช้เกณฑ์ปกติการเปลี่ยนแปลงราคาซื้อขายสูงสุดในแต่ละวัน (Daily Price Limit) +/- 30% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป หลังสิ้นสุดเกณฑ์ชั่วคราววันที่ 30 กันยายน 2563

วอลุ่มพุ่ง 3 เท่าหลังใช้ Short Sell ปกติ 

อย่างไรก็ตาม หลังจากการซื้อขายหุ้นไทยกลับมาใช้เกณฑ์ Short Sell ปกติ ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 30 กันยายน 2563 ปิดที่ 1,237.04 จุด ลดลง 20.30 จุด หรือ 1.61% ส่วนวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ปิดที่ 1,247.59 จุด เพิ่มขึ้น 10.55 จุด หรือ 0.85% ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 1-5 ตุลาคม 2563 ปรับลดลง 4.60 จุด หรือ 0.36% 

 

ด้านมูลค่า Short Sell สูงสุดของวันที่ 1 ตุลาคม 2563 คือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) มูลค่า 128,044,300 บาท, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT) มูลค่า 110,248,630 บาท, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) มูลค่า 98,463,075 บาท, บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) มูลค่า 90,437,475 บาท และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) มูลค่า 87,063,500 บาท 

 

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเชีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า มูลค่า Short Sales เกณฑ์ปกติเริ่มวันแรกเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว จาก 595 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 2,110 ล้านบาท และมีหุ้น 10 อันดับแรกที่มีมูลค่าการ Short Sales มากสุด คือ KBANK, MINT, AOT, PTTEP, CPF, TRUE, PTT, GULF, BANPU และ GPSC

 

โดยหุ้นส่วนใหญ่ยังเป็นหุ้นที่ถูก Short Sales ปริมาณมากในช่วงก่อนหน้า แต่ปัจจุบันยังมีการเคลื่อนไหวในการ Short Sales มากขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับปริมาณการ Short Sales ในวันก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน การปรับเกณฑ์ Short Sales กลับมาเป็นปกติ มีส่วนทำให้ดัชนีหุ้นไทยผันผวน และกดดันการปรับตัวขึ้นได้ โดยเฉพาะหุ้นที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ การลงทุนเลือกเฉพาะหุ้นที่ valuation แพง และมีการถูก Short Sales เป็นปริมาณมากในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยผ่านเงื่อนไข คือ ในเดือนกันยายนมีปริมาณการ Short Sales ตํ่ากว่า 100 ล้านบาท, มีจำนวนหุ้น Short Sales น้อยกว่า 1% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด, มี Upside เหลือน้อย และเป็นหุ้นที่ยังไม่แนะนำซื้อในช่วงนี้

 

ขณะที่ในทางกลับกันหุ้นที่ไม่ถูกกระทบจากประเด็นดังกล่าว โดยเลือกเฉพาะหุ้นเล็กพื้นฐานแข็งแกร่งที่ไม่มีการ Short Sale ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา และผ่านเงื่อนไข คือ ไม่มีการ Short Sales มาตลอดเดือนกันยายน, เป็นหุ้นนอก SET50 ไม่ถูกกดดันจากการปรับพอร์ตของสถาบันเพื่อเตรียมจองซื้อหุ้นไอพีโอขนาดใหญ่ อย่าง SCGP และเป็นหุ้นที่แนะนำ “ซื้อ” หรือ แนะนำเก็งกำไรในช่วงนี้ 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หุ้นไทยQ4 ขาดแรงหนุน

ดาวโจนส์ ปิดร่วง 375.88 จุด "ทรัมป์"ระงับเจรจามาตรการกระตุ้นศก.

ประชาชนกู้เงินผ่าน พิโกไฟแนนซ์แล้วกว่า 7,000 ล้านบาท

หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,616 วันที่ 8 - 10 ตุลาคม พ.ศ. 2563