
คลัง-ธปท.ตั้งรับ สู้วิกฤติโควิดรอบ2
คลังมั่นใจ พร้อมรับมือโควิด-19 ระบาดรอบ 2 เผยยังมีแหล่งเงินกู้เพียงพอ หากต้องใช้เงินเพิ่ม เชื่อไม่กระทบ “เที่ยวไปด้วยกัน” ด้านธปท.ประเมิน เศรษฐกิจไทยจะทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 3 ชี้กรณีเลวร้ายขึ้นอยู่กับ เศรษฐกิจโลกเป็นหลัก หากโควิดระบาดรอบ 2 จนล็อกดาวน์อีก จะกระทบต่อการผิดนัดชำระหนี้
ความกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศที่เริ่มจะคลี่คลาย จากการไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศต่อเนื่องกว่า 50 วัน กลับมาประทุขึ้นอีกครั้ง หลังพบผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ได้เดินทางออกนอกสถานที่โดยไม่ได้กักตัวในสถานกักกันของรัฐ ทำให้เกิดความวิตกว่า จะเกิดการระบาดรอบ 2 ซ้ำรอยกับเหตุการณ์จากสนามมวย จนต้องมีการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อควบคุมการระบาดและจะกระทบต่อเศรษฐกิจให้ชะลอลงอีก
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)กล่าวยอมรับว่า มีความน่าเป็นห่วง หากเกิดระบาดของโควิด-19 ขึ้นอีกครั้ง เพราะจากการล็อกดาวน์ประเทศอย่างเต็มรูปแบบในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และค่อยๆ ผ่อนปรนมาเรื่อยๆ ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจบ้างแล้ว แต่หากโควิด-19 กลับมาอีกรอบ อาจมีผลต่อบรรยากาศเหล่านี้ได้
อย่างไรก็ตามยืนยันว่า กระทรวงการคลังมีแผนรองรับ กรณีการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมารุนแรงมากขึ้นอีกครั้งแน่นอน โดยยังคงมีเครื่องมือทางการคลังเพียงพอในการดำเนินการอย่างเต็มที่ รวมไปถึงการหาแหล่งเงินที่มาจากการกู้ที่จะใช้ในการฟื้นวิกฤติในครั้งนี้ หากต้องใช้เงินเพิ่มในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
“เชื่อว่าเรารับมือได้ดี ตรงนี้อาจจะเป็นช่องโหว่ แต่ก็จะแก้ไขได้ ไม่น่าบานปลาย แต่ในด้านการคลัง ก็พร้อมรับมือเต็มที่ มีแหล่งเงินเพียงพอ แม้จะยอมรับการกลับมารอบ 2 อาจต้องใช้เงินเยอะในการประคองเศรษฐกิจก็ตาม แต่ยังไม่น่าห่วง” นายลวรณ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ธปท. ฟันธง เศรษฐกิจไทย พ้นจุดต่ำสุดแล้ว
ธปท.ชี้ 3ปัจจัยเสี่ยงกดเศรษฐกิจไทย
การใช้จ่ายภาครัฐความหวังเดียวเคลื่อนจีดีพีปี 2563
นอกจากนั้นสศค.ยังเชื่อว่า กรณีดังกล่าวจะไม่กระทบต่อโครงการเที่ยวไปด้วยกัน ที่สนับสนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคมนี้ เพราะมาตรการนี้เน้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคนไทยติดเชื้อโควิด-19 และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้มีเพียงจังหวัดระยองที่เดียวที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่จังหวัดอื่นยังมีแหล่ง
ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่
ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดตํ่าสุดมาแล้วในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นผลจากมาตรการล็อคดาวน์รุนแรงทั้งในและต่างประเทศทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักงัน โดยธปท. ได้ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)ปีนี้จะหดตัวมากขึ้นจาก ติดลบ 5.3% เป็น ลบ 8.1%
อย่างไรก็ตาม วิกฤตที่เกิดขึ้นรอบนี้ มีผลกว้างไกล จึงจำเป็นต้องประสานนโยบายต่างๆ โดยมีนโยบายการคลังเป็นพระเอกช่วยเติมรายได้ในระยะแรก จากนั้นนโยบายการเงินและสถาบันการเงินได้เข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่อง เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดและมีการจัดลำดับที่เหมาะสม ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่า จะต้องมีนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ หลังจากการแพร่ระบาดของโควิดคลี่คลายลง
คือ 1. กลไกการบริหารกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม เช่น เพื่อให้เกิดการควบรวมกิจการในสาขาที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่มาก หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ 2. สนับสนุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาห กรรมกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพและมีโอกาสฟื้นตัวเร็ว 3. เร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล 4. สนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับการจ้างงานและปรับตัวรับบริบทใหม่ และ 5.เร่งปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐที่เป็นอุปสรรค ต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ
ทั้งนี้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และดูแลเรื่องเสถียรภาพของระบบการเงินให้กลไกทำงานได้และรักษาความเข้มแข็งของระบบการเงิน ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงและสามารถสร้างความมั่นใจต่อตลาดการเงิน เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
“ภาพเศรษฐกิจไทยที่ทยอยฟื้นตัว ในประมาณการ เรามองหลาย scenario และหลายประเทศ ที่การระบาดของโควิดไม่ได้หายไป และลักษณะของโรคระบาดจะกลับมาเป็นระยะๆ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและด้านสาธารณสุขจะสามารถบริหารจัดการได้ และทั้งคนไทยและธุรกิจช่วยการปรับตัว ป้องกัน ไม่ให้เกิดการระบาดที่รุนแรง ซึ่งจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มคลี่คลาย จะทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆฟื้นตัวในไตรมาส3 และ 4 ของปีนี้ หลังผ่านจุดตํ่าสุดในไตรมาส 2 มาแล้ว”
ส่วนกรณีเลวร้ายขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ซึ่งหลายสำนักประมาณการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะถึงจุดตํ่าสุดในไตรมาส 2 แต่มีโอกาสฟื้นตัวได้ช้ากว่าคาด และหากเกินการระบาดของโควิดรอบ 2 จนทำให้เกิดการล็อกดาวน์ จะเป็นสาเหตุหนึ่งต่อเรื่องการผิดนัดชำระหนี้
นายวิรไทกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ต้องเพิ่มนํ้าหนักจากการเยียวยาไปสู่การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะโลกใหม่หลังโควิดจำเป็นต้องเปลี่ยนทรัพยากรด้านเงินทุนและแรงงานให้สามารถปรับสู่ระบบเศรษฐกิจที่จะเป็นภาคเศรษฐกิจใหม่ควบคู่กับการจ้างงานจำนวนมาก เนื่องจากภาคการผลิตต้องอยู่กับกำลังการผลิตส่วนเกินไปอีกระยะ ฉะนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือมาตรการด้านอุปทาน จึงต้องให้นํ้าหนักไปที่การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน เช่นด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีมากขึ้น
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,592 วันที่ 16 - 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563






