
แนะลงทุนหุ้นอานิสงส์ โควิด-19
โบรกมองการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสอง กระทบตลาดหุ้นน้อยกว่ารอบแรก คาดไทยไม่ปิดประเทศ แต่ปิดพื้นที่เสี่ยงบางที่เท่านั้น คาดกระทบหุ้นอิงรายได้จากท่องเที่ยวเป็นหลัก ชี้ STGT-STA รับอานิสงส์ความต้องการใช้มากขึ้น
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศที่ดูเหมือนจะเริ่มคลี่คลาย จากการไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศต่อเนื่องกว่า 50 วัน แต่ล่าสุดกลับเกิดความกังวลอีกครั้ง เมื่อพบผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ได้เดินทางออกนอกสถานที่ ทำให้เกิดความวิตกว่า จะมีการแพร่เชื้อและต้องใช้มาตรการ Lockdown ทั้งหมดอีกครั้งหรือไม่ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนให้กลับมาขายหุ้นอีกระลอก โดยดัชนีหุ้นไทยวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 ปิดที่ 1,342.37 จุด ลดลง 8.13 จุด หรือ 0.60%
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศ ไทย) เปิดเผยกับ“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากเกิดการระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19 ผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ากับรอบแรก และจะฟื้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึง Upside มีไม่ค่อยมาก โดยปัจจุบันการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศเริ่มเห็นการอยู่กับสถานการณ์นี้ได้แล้ว แม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังควบคุมได้ดี โดยเฉพาะในจีนและสหรัฐที่เริ่มลดลงต่ำกว่าวันละ 1,000 ราย ขณะที่ในไทยมีการปิดความเสี่ยงในบางพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ยังไม่มีการปิดประเทศอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามมองว่า อาจจะมีผลกระทบกับหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวอย่างโรงแรมและสายการบิน ที่อาจจะมีการเปิดแบบจำกัดมากขึ้น รวมถึงหุ้นที่อิงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้านกลุ่มหุ้นที่ไม่ถูกกระทบ คือ กลุ่มที่มีรายได้มั่นคง และอิงรายได้ในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ หุ้นถุงมือยาง เช่น บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (STGT) ยังปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยราคาที่เริ่มแพง ทำให้การเก็งกำไรเริ่มไปที่บริษัทแม่ คือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) (STA) ที่เห็นมีสัญญาณดีขึ้น
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า กระแสความกังวลการระบาดรอบ 2 เริ่มเกิดขึ้น โดยเชื่อว่า ภาครัฐจะมีแนวโน้มออกมาตรการใน 2 รูปแบบ คล้ายกับที่เคยทำในอดีต ทั้งการป้องกันอย่างการปิดสถานที่เสี่ยงรวมถึงมาตรการเยียวยา และกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ อาจทำให้ประชาชนชะลอการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะกดดันการบริโภคเอกชน, การลงทุนเอกชน, การจ้างงาน และสร้าง Downside ต่อเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นไทยต่อไป
สำหรับการลงทุนในช่วงนี้ แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโควิด-19 คือ STGT และ STA จากการกลับมาตระหนักถึงการป้องกัน ช่วยหนุนความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้น ส่วนหุ้นที่ปรับตัวได้ดีในตอนเกิดโควิด-19 ในระยะแรก อย่างกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการบริโภค คือ CPF และ CPALL, กลุ่มสื่อสารได้ประโยชน์จากปรับตัวตาม Social Distancing อย่าง ADVANC, INTUCH และ DIF และหุ้นที่มีการปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับผลกระทบไวรัสโควิด-19 คือ DCC
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลง เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า รัฐบาลอาจจะกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง และกังวลเพิ่มขึ้นหากมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสองในประเทศไทย อีกทั้งการเมืองในประเทศมีความเสี่ยงมากขึ้นจากการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ซึ่งนักลงทุนมีความกังวลว่า จะมีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ จะกระทบความเชื่อมั่นต่อการลงทุน
ประกอบกับในช่วงสัปดาห์นี้ กลุ่มสถาบันการเงินจะทยอยประกาศผลการดำเนินงานงวดครึ่งปี 2563 ออกมาคาดว่า ตัวเลขจะปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ธนาคารออกมาตรการช่วยลูกหนี้ตามแนวนโยบายของธปท.ในการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 2 ครั้ง และพักชำระหนี้ ยืดหนี้ให้กับลูกหนี้
“ปัจจัยเชิงบวกที่ส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุน เช่น การทดลองวัคซีนในสหรัฐมีความคืบหน้าในทางที่ดี บริษัท Gilead Sciences Inc เปิดเผยผลการทดลองยา Remdesivir พบว่า สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อโควิด-19ได้ถึง 62% ขณะที่รพ.จุฬา รายงายว่า วัคซีนโควิด-19ที่ทดลองในลิงได้ผลดีมากเตรียมทดสอบในมนุษย์ประมาณต.ค.-ธ.ค.63”
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,592 วันที่ 16 - 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2563






