
14 บจ.แห่เพิ่มทุน 8 พันล้านบาท
บจ.แห่เพิ่มทุน จากต้นปีขายหุ้นเพิ่มทุนแล้ว 8,000 ล้านบาท MINTเตรียมขาย 1,037.95 ล้านหุ้น พร้อมแจก Warrant เป็นของแถมโบรกมอง MINT กลับไปสร้างกระแสเงินสดระดับหมื่นล้านบาทต่อปีไม่ยาก หลังหมดไวรัสโควิด-19
รายงานข่าวจากตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)เปิดเผยว่า ข้อมูลการเพิ่มทุนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จากต้นปีถึง 19 พฤษภาคม 2563 พบว่า มีบจ.ที่เพิ่มทุนด้วยการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 14 บริษัท มูลค่ารวม 8,053.38 ล้านบาท โดยบจ.ที่ออกหุ้นเพิ่มทุนมูลค่าสูงสุดคือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) (BAM) จัดสรรให้บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทรีนีตี้ จำกัดในฐานะผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินที่ได้ใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Exercised Greenshoe Option) เพื่อส่งคืนให้กับผู้ถือหุ้นที่ให้ยืมหุ้นคือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มูลค่า 3,798.24 ล้านบาท
ล่าสุดบริษัท ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) (MINT)แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมีมติิให้พิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียน 1,037.96 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้(พาร์) หุ้นละ 1.00 บาทจาก 4,849.86 ล้านบาท เป็น 5,887.82 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่ 1,037.96 ล้านหุ้น จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิม 716.12 ล้านหุ้น ในอัตราไม่ตํ่ากว่า 6.45 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญที่ออกใหม่, จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 313.83 ล้านหุ้น รองรับการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ (Warrant) ครั้งที่ 7 (MINT-W7) ไม่เกิน 313.83 ล้านหน่วย
อัตราการใช้สิทธิ (ใบสำคัญแสดงสิทธิ:หุ้น) 17 : 1 อายุไม่เกิน 3 ปี และที่เหลือ 8 ล้านหุ้น เพื่อรองรับการปรับสิทธิของหลักทรัพย์แปลงสภาพของ MINT-W6
นอกจากนั้น ยังพิจารณาออกและเสนอขายหุ้นกู้ไม่เกิน 25,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนที่เพิ่มจากวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นแล้ว 95,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวมกับหุ้นกู้ที่ยังไม่ได้ไถ่ถอนทั้งหมด ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ต้องมีไม่เกิน 1.2 แสนล้านบาท
ทั้งนี้การเพิ่มทุนจะแล้วเสร็จในปี 2563-2566 โดยการออกหุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุนในประเทศ/ต่างประเทศจำนวนเทียบเท่า 10,000 ล้านบาท คาดว่า จะเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2563 ส่วนการขายหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งมีเป้าหมาย่จะเพิ่มทุน 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2563 และการออก Warrant เพื่อจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมอีก 5,000 ล้านบาท จะเกิดขึ้นหลังจากขายหุ้นเพิ่มทุนเสร็จสิ้น
นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT กล่าวว่า มั่นใจมากว่า แผนจัดหาเงินทุนที่ครอบคลุมครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท โดยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งจะเป็นปัจจัยพื้นฐานในการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีคุณภาพที่สั่งสมมาตั้งแต่ในอดีต เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นจะกลับลงมาอยู่ที่ 1.3 เท่า ภายในสิ้นปี 2563 ตํ่ากว่าเงื่อนไขการกู้ยืมที่อยู่ที่ 1.75 เท่า
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)จำกัด ระบุว่า ตลาดมักมีมุมมองเป็นลบต่อการเพิ่มทุนในช่วงแรก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ต้องการใส่เงินเพิ่ม ซึ่งกรณีของ MINT คาดว่า จะเป็นผลกระทบเชิงลบระยะสั้นและไม่รุนแรง จากสัดส่วนการเพิ่มทุนที่ไม่สูง คาดมี EPS Dilution 18% แต่หากคิดเฉพาะ RO จะมี EPS Dilution ที่ 13.4% เท่านั้น นอกจากนี้ Price Dilution คาดไม่มาก จากราคาใหม่ คาดใกล้เคียงกับราคาปัจจุบันที่หุ้นอยู่ในโซนตํ่ามากแล้ว อีกทั้งมีการแจก Warrant ให้ผู้ถือหุ้นเป็นของแถม
ขณะเดียวกัน การเพิ่มทุนสมเหตุสมผล เพราะจะช่วยลดแรงกดดันในงบดุล เนื่องจากสัดส่วนหนี้สินของ MINT อยู่ในระดับตึงตัวมาก มี Interest bearing debt to equity ที่ 1.6x ใกล้เคียง Covenant ที่ 1.75x แล้ว และยังมี Perpetual Bond ที่ในอนาคตอาจถูกให้บันทึกเป็นตราสารหนี้อีก 23,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มกระแสเงินสดให้สามารถผ่านช่วงไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อบริษัทในระยะสั้น
“มองว่า หากโรคระบาดสิ้นสุดลง หรือมีวัคซีนรักษา MINT จะเริ่มกลับไปแสดงศักยภาพที่แท้จริงในธุรกิจโรงแรมและอาหารที่สร้างกระแสเงินสดระดับหมื่นล้านบาทต่อปีไม่ยาก”
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,576 วันที่ 21 - 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2563






