
โควิด-19 ดันอุปสงค์ทอง Q1/20 ฝั่งตะวันตกพุ่ง สวนทางฝั่งเอเชียทรุด
การระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกช่วงไตรมาสแรก เป็นปัจจัยใหญ่สุดที่มีอิทธิพลต่ออุปสงค์ทองคำ เมื่อการระบาดขยายวงกว้างและผลกระทบทางเศรษฐกิจเริ่มปรากฏชัดขึ้น นักลงทุนจึงมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ กระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ทองคำในภาคการลงทุน ชดเชยความอ่อนแอของอุปสงค์ทองคำในส่วนของผู้บริโภค ทำให้อุปสงค์ทองคำจากทุกภาคส่วนช่วงไตรมาส 1 ปี 2020 เพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 1,083.8 ตัน
ตามปกติแล้ว อุปสงค์ทองคำ หรือความต้องการใช้ทองคำ มาจาก 4 กลุ่มหลักคือ ภาคเครื่องประดับ ภาคเทคโนโลยี ภาคการลงทุน และภาคธนาคารกลาง โดยอุปสงค์ทองคำในภาคเครื่องประดับถือเป็นสัดส่วนใหญ่สุด ขณะที่จีนและอินเดีย เป็น 2 ประเทศที่ใช้ทองคำมากที่สุดในโลก
อย่างไรก็ดี การระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการ เห็นได้จาก การที่ทำให้อุปสงค์ทองคำในภาคการลงทุนก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างมากในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ โดยเพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 539.6 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี นำโดยอุปสงค์การลงทุนทองคำในภาคการลงทุน ETF ทองคำ ที่ดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้ามากถึง 298 ตันในไตรมาสแรก จนผลักดันการถือครองทองคำของกองทุน ETF ทั่วโลกเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 3,185 ตัน นำโดยกองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในยุโรปถือครองทองเพิ่มขึ้น 150 ตัน ตามด้วยกองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในอเมริกาถือครองทองเพิ่มขึ้น 128.5 ตัน ส่วนกองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีน ถือครองทองเพิ่มขึ้น 13.6 ตัน ขณะที่กองทุน ETF ทองคำที่จดทะเบียนในภูมิภาคอื่นๆ ถือครองทองคำเพิ่มขึ้น 4.7 ตัน สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า อุปสงค์การลงทุนทองคำในภาคการลงทุน ETF ทองคำถูกผลักดันจากนักลงทุนในฝั่งตะวันตก
แม้การลงทุนในภาค ETF จะได้รับความนิยม แต่ราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูงบวกกับมาตรการปิดเมือง ทั้งในจีนและอินเดีย เป็นปัจจัยกดดันอุปสงค์การลงทุนทองคำในภาคทองคำแท่งและเหรียญทองคำของจีนไตรมาส 1 ลดลง 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 39.3 ตัน เช่นเดียวกับอุปสงค์การลงทุนทองคำในภาคทองคำแท่งและเหรียญทองคำของอินเดียที่ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 28 ตัน ซึ่งเป็นระดับตํ่าสุดในรอบ 4 ปี นั่นทำให้อุปสงค์การลงทุนทองคำในภาคทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกลดลง -6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 241.6 ตัน
แต่กระนั้น อุปสงค์การลงทุนทองคำในภาคทองคำแท่งและเหรียญทองคำของสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 14.9 ตัน ทำให้ยอดขายเหรียญทองคำทั้ง Eagle และ Buffalo จาก US Mint เพิ่มขึ้น 130% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อุปสงค์การลงทุนทองคำในภาคทองคำแท่งและเหรียญทองคำของฝั่งยุโรปก็ทะยานขึ้นไม่แพ้กัน โดยเพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สู่ระดับ 65.1 ตันซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2017
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด คือ อุปสงค์ทองคำในภาคเครื่องประดับได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก COVID-19 ทำให้อุปสงค์ทองคำในภาคเครื่องประดับไตรมาสแรกลดลง 39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับตํ่าสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 325.8 ตัน และตํ่ากว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งอยู่ที่ 558.1 ตัน ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง แต่อุปสงค์ทองคำในภาคธนาคารกลางไตรมาสแรกลดลง 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 145 ตัน
ต้องติดตามต่อเนื่องในช่วงต่อไปของปีนี้ หากอุปสงค์ทองคำจาก ETF ทองคำทั่วโลก ยังคงแข็งแกร่งอย่างที่เป็นมา ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ราคาทองคำในปีนี้ได้ แม้ว่าอุปสงค์ทองคำจากทั้งสองตลาดหลักอย่างจีนและอินเดียจะชะลอตัวลงก็ตาม
คอลัมน์ครบเครื่องเรื่องทองกับYLG
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,574 วันที่ 14 - 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563






