
ปตท.Q1/ุ63 ขาดทุนสุทธิ 1,554 ลบ.อ่วมสต๊อกน้ำมัน-บาทอ่อน
ปตท. ไตรมาส 1/63 ขาดทุนสุทธิ 1,554 ล้านบาท จากการขาดทุนสต๊อกน้ำมันตามราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัว-บาทอ่อนค่า ยอดขายในทุกกลุ่มธุรกิจลดลง
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 เปรียบเทียบกับไตรมาส 4 /ปี 62 ในไตรมาส 1 /63 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 483,567 ล้านบาท ลดลงจาก ไตรมาส 4/62 จำนวน 76,539 ล้านบาท หรือ -13.7% จากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งจากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายเฉลี่ยที่ลดลง ใน 1/63 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้หรือ EBITDA จำนวน 32,385 ล้านบาท ลดลง 34,563 ล้านบาท หรือ 51.6% จากไตรมาส 4/62
สาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมากของกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ซึ่งเป็นผลจากขาดทุนสต๊อกน้ำมันใน ไตรมาส 1/63 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงมากจาก ณ สิ้นไตรมาส 4/62 ที่ 67.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 23.4 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ณ สิ้นไตรมาส 1/63 เนื่องจากสงครามราคาน้ำมัน สภาวะอุปทานล้นตลาด จากการที่กลุ่มโอเปกและพันธมิตรไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการปรับลดกำลังการผลิตได้ ประกอบกับการความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (COVID-19) ซึ่งนำไปสู่มาตรการปิดเมืองในหลายประเทศและส่งผลต่อกำไรขั้นต้นจาการกลั่นซึ่งไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน (Market Gross Refining Margin : Market GRM) ปรับลดลงตามส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์กับวัตถุดิบปรับตัวลดลง ถึงแม้ว่าส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์กับวัตถุดิบจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ในส่วนของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานที่ลดลงเช่นกันตามปริมาณการขายและราคาขายที่ปรับตัวลดลง
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติก็ลดลงจากธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ตามปริมาณขายที่ลดลงในไตรมาส 1/63 เนื่องจากทั้งโรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 5 และลูกค้าโรงปิโตรเคมีปิดซ่อมบำรุงตามแผน และผลการดำเนินงาน ของธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯ เนื่องจากราคาขายที่อ้างอิงราคาน้ำมันเตาในกลุ่มลูกค้า อุตสาหกรรมลดลง
อย่างไรก็ตามกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากรายได้ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าประเภทผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่มีการปิดซ่อมบำรุงในไตมาส 1/63 และต้นทุนวัตถุดิบของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ที่ลดลง ธุรกิจถ่านหินมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นตามต้นทุนที่ลดลงและราคาขายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลการดำเนินงานกลุ่มธุรกิจน้ำมันที่ดีขึ้น
นายชาญศิลป์ กล่าวต่อไปอีกว่า ในไตรมาส 1/63 เกิดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินกู้สกุลต่างประเทศ เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นโดยหลักจากผลกระทบของค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม แม้ว่าจะมีกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1/62 เมื่อเปรียบเทียบกับ ไตรมาส 1/62 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายลดลง 67,307 ล้านบาท หรือ 12.2% รายได้จากการขายที่ลดลงมาจากเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ เนื่องจากราคาขายเฉลี่ย และปริมาณขายเฉลี่ยลดลง
ยกเว้นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรม มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเนื่องจาก การเข้าซื้อ บมจ. โกลว์ พลังงาน (GLOW) ของ บมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ในช่วงปลายไตรมาส 1/62 และรายได้จากการขายธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นจากปริมาณขายเฉลี่ยโดยรวมที่เพิ่มขึ้น จากการเข้าซื้อธุรกิจโครงการมาเลเซีย และกลุ่มพาร์เท็กซ์ (Partex) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 และโครงการ บงกชมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นจากจำนวนวันในการปิดซ่อมบำรุงลดลง แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยลดลง EBITDA ลดลง 48,138 ล้านบาท หรือ 59.8%
สาเหตุหลักจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นที่ มีขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันใน 1/63 ดังกล่าวข้างต้น โดย Market GRM ปรับลดลงตามส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาที่มีกำมะถันสูงกับน้ำมันดิบที่ลดลงอีกทั้งส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทั้งสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ กลุ่ม ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ เนื่องจากราคาขายและปริมาณ ขายที่ลดลง และธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯ เนื่องจากราคาขายอ้างอิงราคาน้ำมันเตาที่ลดลง
สำหรับกลุ่มธุรกิจนำมันมีผลการดำเนินงานลดลงจากขาดทุนสต๊อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและปริมาณขายที่ลดลงจากผลกระทบของ COVID-19 อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานของกลุ่มเทคโนโลยีและวิศวกรรมปรับตัวดีขึ้นจากการเข้าซื้อ GLOW ของ GPSC ในเดือนมีนาคม 2562ในขณะเดียวกันธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงาน เพิ่มขึ้นจากรายได้ขายที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากโครงการมาเลเซียและกลุ่ม Partex
ปตท. และบริษัทย่อยในไตรมาส 1/63 มีขาดทุนสุทธิโดยมีกำไรสุทธิลดลงจำนวนประมาณ 30,866 ล้านบาท หรือลดลงมากกว่า 100% จากในไตรมาส 1/62 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 29,312ล้านบาท (กำไรสุทธิ 1.02 บาท/หุ้น ) ทำให้ขาดทุนสุทธิ 1,554 ล้านบาท (ขาดทุน0.06 บาท/หุ้น ) ตาม EBITDA ที่ลดลงและค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และธุรกิจเทคโนโลยี และวิศวกรรมจากการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวข้างต้น รวมถึงในไตรมาส 1/63 มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจาก เงินกู้สกุลต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญ สหรัฐฯ แม้ว่ามีก าไรจากตราสารอนุพันธ์จะเพิ่มขึ้น
“กลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายผ่านมาตรการ ลด ละ เลื่อน อาทิ ค่าจ้างบุคคลภายนอก ค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายพนักงาน เป็นต้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในส่วนนี้ของ กลุ่ม ปตท.ลดลงจากไตรมาส 4/62 ประมาณ 3,600 ล้านบาท ปตท. และบริษัทย่อย มีขาดทุนสุทธิในไตมาส 1/63 จำนวน 1,554 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิลดลงจำนวนประมาณ 19,000 ล้านบาท หรือลดลงมากกว่า 100% จากกำไรสุทธิในไตรมาส 4/62 ที่จำนวน 17,446 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่ลดลง และลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 62 ที่มีกำไรสุทธิที่จำนวน 29,312 ล้านบาท ”
สถานะการเงินของปตท. และบริษัทย่อย ณ 31 มีนาคม 2563 ปตท. และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 2,499,666ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,227ล้านบาท หรือ 0.6% จาก ณ 31 ธันวาคม 2562 โดยหลักจากสินทรัพย์สิทธิการใช้ที่เพิ่มขึ้น 70,404 ล้านบาท เนื่องจากเริ่มใช้ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน เรื่อง สัญญาเช่า ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563 ในขณะที่มีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 1,222,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39,303ล้านบาท หรือ 3.3% ซึ่งเป็นหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 46,462ล้านบาท โดยหลักเป็นผลจากหนี้สินตามสัญญาเช่าที่เพิ่มขึ้น จากการเริ่มใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน เรื่อง สัญญาเช่าดังกล่าวและมีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,276,964ล้านบาท ลดลง 24,076ล้านบาทหรือลดลง 1.9% จากการจ่ายเงินปันผลและขาดทุนสุทธิของไตรมาส 1/63 มาตรการรองรับจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19และสงครามราคาน้ำมัน เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และสงครามราคาน้ ามัน ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในทุกภาคอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและผลการดำเนินงานของกลุ่มปตท. เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มปตท. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการบริหารจัดการและมาตรการ ต่างๆ โดยการจัดตั้ง PTT Group Vital Center เพื่อวางแผนและด าเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดย มาตรการระยะสั้น ได้แก่ การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายผ่านนโยบาย “ลด-ละ-เลื่อน” ความร่วมมือในการท า PTT Group Value Chain Optimization เพื่อบริหารอุปสงค์ อุปทาน ปริมาณสินค้าคงคลังให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการบริหารสภาพคล่องและรักษาความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน ของกลุ่มปตท.






