
เปิดโอกาสลงทุนระยะยาว เพื่อรับผลตอบแทนที่ดี ในภาวะผันผวน
ถ้าจะให้สรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุนท่ามกลางวิกฤติ Covid-19 เราคงสรุปได้ว่า เกมนี้เปรียบเสมือนสงครามทางการแพทย์กับเชื้อโรค โดยมีชีวิตคนและเศรษฐกิจเป็นเดิมพัน อยู่บนคนละฝั่งของตราชั่ง มีเป้าหมายคือ จำนวนคนติดโรครวมถึงคนเสียชีวิตต้องน้อย และเศรษฐกิจต้องไม่เสียหายเกินจำเป็น ซึ่งเป็นโจทย์หินเลยทีเดียว
หากปล่อยให้เศรษฐกิจดำเนินปกติ ก็อาจนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก เช่นในยุโรปหรือสหรัฐฯ แต่หากหยุดเศรษฐกิจ ก็จะรักษาชีวิตคนไว้ได้ แต่แลกมาด้วยความเสียหายทางบัญชีของธุรกิจรวมถึงบุคคลและครัวเรือน และหากปล่อยนานเกินไป วิกฤติโรคระบาดจะกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ และต่อเนื่องเป็นวิกฤติการเงินในที่สุด
สุดท้ายคนส่วนใหญ่จะมีภูมิต้านทาน (Herd Immunity) เพียงแต่เราจะเลือกทางเดินที่เจ็บปวดด้วยการปล่อยให้ผู้คนเจ็บป่วยล้มตายจำนวนมาก หรือเลือกแบบค่อยเป็นค่อยไป รอให้มียารักษาหรือวัคซีน ซึ่งแม้จะสร้างภูมิต้านทานได้ จำนวนคนเสียชีวิตไม่มาก แต่ต้องแลกมาด้วยภาวะเศรษฐกิจตกตํ่า รอไปจนกว่าจะเข้า “สมดุลใหม่” ซึ่งสมดุลนี้เอง จะนำมาซึ่งโอกาสในการลงทุน คำถามจึงเกิดว่า เราจะลงทุนอย่างไร ให้ได้ประโยชน์จากสมดุลใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้
คำถามแรกคือ ตอนนี้ลงทุนได้หรือยัง? อาจเป็นคำถามที่ยากมาก หากมีเป้าหมายลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้น เพราะภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง โอกาสขาดทุนสูงมาก เพราะไม่อาจคาดเดาผลล่วงหน้าได้เลย แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว ราคาหุ้นที่เราเห็นวันนี้ นับเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะมีหลายอย่างที่เราอาจคาดคะเนได้อย่างมั่นใจมากขึ้นหากมองภาพยาวๆ เช่น
1.ราคานํ้ามัน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงานอยู่ขณะนี้ หากถามว่า ระยะสั้นราคาจะตกลงไปอีกหรือไม่ เป็นเรื่องที่ยากคาดเดา แต่ที่แน่ๆ ราคานํ้ามันที่ 20-30 $/bbl ในตอนนี้เป็นราคาที่ไม่มีผู้ผลิตรายไหนอยู่รอด ดังนั้นจึงตอบได้อย่างค่อนข้างมั่นใจว่า มีโอกาสสูงที่ราคานํ้ามันในอีก 1-2 ปีข้างหน้า น่าจะฟื้นกลับไปที่แถว 40-50 $/bbl เพราะเป็นราคาที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่อยู่ได้
2. โรคระบาด ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า น่าจะดีกว่าวันนี้ ทั้งในแง่ยารักษาและความเป็นไปได้ที่จะค้นพบวัคซีน คนจะเริ่มค้นพบสมดุลใหม่ที่จะอยู่ร่วมกับ Covid-19 ได้แบบที่ยังมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเยอะขึ้น
3. ราคาหุ้นรับรู้ความเสียหายไปไกลพอสมควร ทำให้พอคำนวณความเสียหายต่อกำไรของบริษัทได้ว่า น่าจะสร้างความเสียหายได้ 1-2 ปี ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับกำไรบริษัทในระยะยาว เช่น 20 ปี 30 ปี จะพบว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงถึง 20-30% อาจเป็นการลงโทษที่แรงเกินไป
4. อัตราดอกเบี้ยตํ่าไปอีกนาน เพราะวิกฤติครั้งนี้ หลายประเทศใช้วิธีแก้ไขในทิศทางเดียวกันคือ นำการใช้จ่ายเงินภาครัฐ (Fiscal stimulus package) ขนาดใหญ่อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน ควบคู่กับมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง กดดอกเบี้ยให้ตํ่าและอัดเม็ดเงินเข้าตลาดตราสารหนี้ (Monetary measures) ทำให้ภาวะหนี้สูงขึ้นทั้งภาครัฐ เอกชน และครัวเรือน น่าจะทำให้ธนาคารกลางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ยากไปอีกนาน
การลงทุนหลัง Covid-19 จึงประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ลงทุนด้วยเป้าหมายระยะยาว ซึ่งตัวช่วยให้มีวินัยต่อการลงคือ กองทุนที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุน RMF, SSF โดยเฉพาะ SSF-Extra (SSFX) ที่ลดหย่อนภาษี โดยไม่ต้องใช้สิทธิเดียวกับ RMF ส่วนที่ 2 กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ทั้งตราสารทุน ตราสารหนี้ ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งเมื่อผสมกันแล้วจะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวมีเสถียรภาพมากขึ้น
ดังนั้น ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจที่กำลังปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ ประกอบกับกลยุทธ์ที่กล่าวมา 2 ส่วนนี้ จึงทำให้ช่วงที่ตลาดปรับตัวลงในขณะนี้ อาจเป็นจุดที่น่าสนใจลงทุนที่สุดเวลาหนึ่ง สำหรับผู้ที่มีเป้าหมายลงทุนในระยะยาวนะครับ
คอลัมน์มันนี่ดีไอวาย
โดย : ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 3,573 วันที่ 10-13 พฤษภาคม 2563






