thansettakij
thansettakij
บอร์ดBSFตั้งKTAMซื้อหุ้นกู้ระยะสั้น

บอร์ดBSFตั้งKTAMซื้อหุ้นกู้ระยะสั้น

29 เม.ย. 63 | 06:14 น.

บอร์ด BSF ตั้งบลจ.กรุงไทยบริหาร-เคาะค่าพรีเมียม 2%ต่อปีกรณีวงเงินเกิน 30%ของยอดครบกำหนดหุ้นกู้

บอร์ดBSFตั้งKTAMซื้อหุ้นกู้ระยะสั้น

นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะ เลขานุการ คณะกรรมการกำกับกองทุน เปิดเผยว่า ในวันนี้ (29 เมษายน 2563) คณะกรรมการกำกับกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (BSF) ได้ออกประกาศเรื่อง นโยบาย แนวทางการดำเนินงาน กรอบการลงทุน และกรอบการบริหารความเสี่ยงของกองทุน BSF ตาม พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 ว่าด้วยการจัดตั้งกองทุน BSF นั้นขณะเดียวกันบอร์ดแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ  KTAMทำหน้าที่ในการซื้อหรือลงทุนในตราสาร
รายละเอียดกลไกการให้ความช่วยเหลือของกองทุนBSF กำหนดให้ตราสารหนี้ภาคเอกชนที่กองทุนจะลงทุนได้ ต้องเป็นหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทจดทะเบียนและประกอบธุรกิจในประเทศไทย แต่ไม่รวมรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน หรือบริษัทที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจของสถาบันการเงิน นอกจากนั้นต้องเป็นบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับลงทุนได้ (investment grade) อย่างต่ำที่ระดับ BBB- หรือเทียบเท่า และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารต้องเป็น investment grade เช่นเดียวกัน อีกทั้งบริษัทดังกล่าวต้องจัดหาแหล่งเงินทุนอื่นมาแล้วไม่น้อยกว่า 50% ของยอดตราสารหนี้ที่จะครบกำหนด โดยส่วนที่1อย่างน้อย 20%ในการออกตราสารใหม่อายุไม่ต่ำกว่า 1ปีเพื่อขายให้กลุ่มต่างๆยกเว้นสถาบันการเงิน ส่วนที่2อย่างน้อย 20%ขอสินเชื่อใหม่จากสถาบันการเงินหรือออกตราสารใหม่อายุไม่ต่ำกว่า 1ปีขายให้กับสถาบันการเงิน โดยหากดำเนินการส่วนที่ 1 และ 2แล้วยังไม่ถึง 50%ให้จัดหาจากแหล่งอื่นได้เช่น เจ้าของ ผู้ถือหุ้นเดิม  บริษัทแม่ เป็นต้น
“สัดส่วนการลงทุนของกองทุนBSFวงเงินรวม 4แสนล้านบาทนั้น เน้นช่วยเรื่องระบบโดยสัดส่วนการลงทุนแต่ละรายไม่เกิน 3%ของวงเงินรวม หรือแต่ละกลุ่มธุรกิจไม่เกิน 10%ของวงเงินรวม กรณีลงทุนในตราสารหนี้ไม่เกิน 10%ของหนี้สินทางการเงินของแต่ละบริษัทที่มาขอรับความช่วยเหลือ”

บอร์ดBSFตั้งKTAMซื้อหุ้นกู้ระยะสั้น
 

บอร์ดBSFตั้งKTAMซื้อหุ้นกู้ระยะสั้น

สำหรับรูปแบบการให้ความช่วยเหลือของกองทุน BSF จะสนับสนุนสภาพคล่องส่วนที่เหลือหลังจากระดมทุนจากแหล่งอื่นมาแล้ว ซึ่งเป็นเพียงการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น อายุไม่เกิน 270 วัน ด้วยต้นทุนการกู้ยืมจากกองทุน BSF ที่สูงกว่าอัตราการกู้ยืมในตลาด เพื่อให้ธุรกิจพยายามหาแหล่งเงินทุนอื่นก่อนที่จะมาขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งนี้ ต้นทุนการขอรับความช่วยเหลือสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนระหว่างเงินทุนที่จัดหาจากส่วนที่ 1 และส่วนที่2 โดยคิดค่าพรีเมี่ยม(Facility  Premium) อัตรา  1%ต่อปีสำหรับวงเงิน 30%ของยอดครบกำหนดตราสารหนี้ และคิดอัตรา 2%ต่อปีสำหรับวงเงินส่วนที่เกินกว่า 30% หากผู้ออกตราสารหนี้ไถ่ถอนก่อนครบกำหนดจะคิดค่าพรีเมียมตามสัดส่วนเวลา
นอกจากนี้ เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว บริษัทต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุน BSF เช่น เงินที่ระดมทุนได้ต้องนำไป rollover หุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดเท่านั้น ห้ามชำระคืนหนี้ให้แก่กรรมการ เจ้าของและผู้ถือหุ้น หรือห้ามจ่ายเงินปันผล เพื่อให้เป็นไปตามกรอบการลงทุนที่มีธรรมาภิบาลที่ดี
 

บอร์ดBSFตั้งKTAMซื้อหุ้นกู้ระยะสั้น

ส่วนบริษัทที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากกองทุน BSF สามารถยื่นขอต่อเลขานุการคณะกรรมการลงทุน โดยระบุเหตุผลความจำเป็นในการขอรับความช่วยเหลือ พร้อมเอกสารตามที่กำหนดก่อนที่ตราสารจะครบกำหนดไถ่ถอนไม่น้อยกว่า 45 วัน 
ทั้งนี้ ผู้ช่วยผู้ว่าการยังได้กล่าวย้ำว่า  การจัดตั้งกองทุน BSF ดังกล่าว เพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ เพื่อช่วยให้ภาครัฐมีเครื่องมือไว้พร้อมใช้ในกรณีจำเป็น เปรียบได้กับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามไว้รองรับกรณีที่การระบาดเพิ่มขึ้นจนโรงพยาบาลหลักไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้เพียงพอ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้มี last resort ในการเข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่อง โดยไม่ได้ช่วยทั้งหมดหรือช่วยทุกรายที่เข้ามาขอรับความช่วยเหลือ ถ้ามีคนมาใช้น้อยก็จะยิ่งดี เพราะหมายความว่าตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนทำหน้าที่ได้ตามปกติ