
ธปท.เบรก โขกดอก"ซอฟต์โลน"แบงก์ฉวยจังหวะบวกเพิ่ม2-4%
แฉแบงก์สอดไส้บวกค่าธรรมเนียม ซอฟต์โลน 5 แสนล้าน ลูกค้าสะอึก ดอกเบี้ย 6-8% ร้องแบงก์ชาติออกกฎคุมเข้ม ห้ามเกิน 2% ตามพ.ร.ก. เดินหน้าเปิดรับคำขอ 27 เม.ย.นี้ คาด 8 พ.ค.เงินถึงมือเอสเอ็มอีแน่
มาตรการดูแลผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อัดฉีดเงินกู้อัตราดอกเบี้ยตํ่าพิเศษ (ซอฟต์โลน) แค่ 0.01% วงเงิน 5 แสนล้านบาท ผ่านสถาบันการเงินเพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในอัตราดอกเบี้ย 2% กำลังออกฤทธิ์แรงกว่าไวรัสโควิด-19
เมื่อบรรดาธนาคารพาณิชย์ได้เรียกลูกค้าเอสเอ็มอีแต่ละราย ที่มีบัญชีกู้ยืมเงินเดิมมาเจรจา เพื่อปล่อยเงินกู้ไปเยียวยาธุรกิจ โดยคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นอีกตามความเสี่ยงตั้งแต่ 2-4% โดยห้ามมีเงื่อนไข
ขณะที่สถาบันการเงินในกลุ่มบริษัทเงินทุน และธนาคารขนาดเล็กหลายรายได้มีการบวกค่าธรรมเนียมจากเงินกู้ซอฟต์โลนดอกเบี้ย 2% ขึ้นไปอีก 5-8% ทั้งๆ ที่สถาบันการเงินเหล่านี้มีต้นทุนดอกเบี้ยแค่ 0.01% หากปล่อยกู้ไปจะมีกำไรจากการดำเนินงานทันที 1.99%
เจอค่าต๋งโหด
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเปิดเผยว่า แทบทุกธนาคารที่บริษัทมีเงินกู้อยู่ได้ขอบวกเพิ่มจากดอกเบี้ยซอฟต์โลนของธปท.แทบทั้งสิ้น และได้บวกเพิ่มในอัตราต่างกันไปตั้งแต่ 2-4% เหมือนกันหมด
“การบวกค่าธรรมเนียมหรือเงินปากถุงเพิ่มขึ้นแบบนี้ถือว่าเป็นการซํ้าเติมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังจะจมนํ้าตายและเป็นการเอาเปรียบลูกค้าอย่างมาก เพราะเงินกู้ซอฟต์โลนที่แต่ละธนาคารได้รับจัดสรรมาจากธปท.เป็นเงินที่ไม่มีต้นทุนดอกเบี้ย จึงเป็นเรื่องที่ธปท.ต้องเข้าไปจัดการเป็นการด่วน ก่อนที่จะบรรดาเสือนอนกินจะรีดเลือดกับปูจนอยู่ไม่ได้ เรื่องนี้มิใช่พูดลอยๆเพราะสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ได้มีการเสนอเงื่อนไขทั้งโดยวาจาและโดยลายลักษณ์อักษรจริง”แหล่งข่าวผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ประกอบการหลายรายได้ร้องเรียนเรื่องนี้ไปยัง นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท.ให้ทราบแล้ว ล่าสุดได้รับแจ้งจากนายวิรไทว่า จะออกข้อกำหนดในการปล่อยกู้ซอฟต์โลนให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินยึดเป็นระเบียบปฏิบัติว่า ห้ามมีการคิดค่าธรรมเนียมจากลูกค้าเพิ่มเติมจากดอกเบี้ยซอฟต์โลน 2% ใครคิดดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมเพิ่มจะมีความผิดและจะตัดวงเงินที่จัดสรรไปให้ทั้งหมด
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดหรือกลุ่มที่มีรายได้เกิน 500 ล้านบาท ซึ่งไม่อยู่ในเงื่อนไขการได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยตํ่าในครั้งนี้ ธปท.จะไม่จัดสรรวงเงินช่วยเหลือ เพราะถือว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้สามารถเจรจากับสถาบันการเงินได้โดยตรง เจตนารมณ์ของธปท.ต้องการขยายมาตรการเลื่อนเวลาการชำระหนี้ให้กับกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีวงเงินกู้น้อยกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนมากและสถาบันการเงินไม่สามารถเรียกมาพูดคุยเจรจาเป็นรายๆได้ อีกทั้งลูกหนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจในการต่อรอง
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่า สินเชื่อซอฟต์โลนเป็นโครงการดีที่ เหมาะสำหรับลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งมีสายป่านและมีหลักทรัพย์คํ้าประกัน กรณีที่ต้องการสินเชื่อเพิ่มเติม แต่ในกรณีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายกลางหรือรายเล็กส่วนใหญ่มักใช้ บ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นหลักทรัพย์คํ้าประกันไปหมดแล้ว ดังนั้นในรายที่ไม่มีหลักทรัพย์คํ้าประกันส่วนใหญ่จะหันไปขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้เดิม ซึ่งมีบสย.คํ้าประกันแทน
เปิดขอสินเชื่อ 27เม.ย.
นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.เปิดเผยว่า ธปท. พร้อมให้สถาบันการเงินยื่นรายชื่อลูกหนี้เอสเอ็มอี และจำนวนเงินที่จะขอไปให้ความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 27 เมษายนเป็นต้นไป และเมื่อธปท.ตรวจสอบว่า เป็นไปตามหลักเกณฑ์แล้ว สถาบันการเงินจะแจ้งผลการอนุมัติให้ทราบภายใน 10 วัน
คาดว่าจะเร่งโอนเงินให้ลูกหนี้ได้ภายในปลายสัปดาห์หน้า ซึ่งธปท.ได้กำชับให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้เอสเอ็มอีที่เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด และหวังว่า มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทำให้มีเงินสดในมือเพื่อรองรับรายจ่ายจำเป็น
โดยเฉพาะค่าจ้างพนักงาน และหวังว่า ช่วง 6 เดือนนี้สถาบันการเงินจะต้องหารือร่วมกับลูกหนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ปรับแผนการผ่อนชำระหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงด้วย
ทั้งนี้จากมาตรการซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท จะแบ่งการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มียอดสินเชื่อคงค้างไม่เกิน 100 ล้านบาทจะได้รับการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยอัตโนมัติ (Debt Holiday) เป็นเวลา 6 เดือนนับแต่วันที่ 23 เมษายนถึง 22 ตุลาคม ส่วน SMEs ที่มียอดสินเชื่อคงค้างไม่เกิน 500 ล้านบาท ธปท.จะปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ 0.01%ต่อปี เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2%ต่อปี
โดยผู้ประกอบการไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 6 เดือนแรก ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะชดเชยความเสียหาย หลังจากครบกำหนดกู้ 2 ปีแล้ว โดยมูลหนี้ไม่เกิน 50 ล้านบาท จะชดเชยไม่เกิน 70% ของสินเชื่อที่ปล่อยเพิ่ม และมูลหนี้เกิน 50 ล้านบาทจะได้รับชดเชยไม่เกิน 60% ของสินเชื่อที่ปล่อยเพิ่มไม่เกิน 20% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2562 โดยทั้ง 2 มาตรการ จะมีลูกหนี้เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือ 1.7 ล้านราย มูลหนี้รวม 2.4 ล้านล้านบาท
โอดเงินไม่ถึงมือ
นายกิตติศักดิ์ อุดมแดงอร่าม นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินไทยกล่าวว่า แม้จะได้รับการชะลอการชำระหนี้ แต่ผู้ประกอบการยังมีปัญหาสภาพคล่องที่ยังดำเนินธุรกิจด้วยความยากลำบาก ต้องหาเงินมาสภาพคล่องมาเสริม เพื่อจ่ายพนักงานและรันธุรกิจ
ล่าสุดสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(GIT) ได้หารือร่วมกับตัวแทนจากสมาคมธนาคารไทยและตัวแทนจากธปท.ขอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยกู้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสภาพคล่องได้จริงมากขึ้น
นายกุลวัชร ภูริชยวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชนัน จำกัด ผู้บริหารร้านโชนัน (ChouNan)กล่าวว่าแม้จะมีซอฟต์โลนแต่เมื่อทำเรื่องขอสินเชื่อไป จะถูกแจ้งว่า วงเงินหมด SMEs ถ้าไม่รวยจริง เจ๊งกันหมด เพราะไม่มีรายได้เข้ามาแต่ต้องแบกภาระจ่ายเงินเดือนพนักงาน
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,569 วันที่ 26 - 29 เมษายน พ.ศ. 2563






