thansettakij
thansettakij
ถ้าน้ำมันดิบลงถึง 20 ดอลลาร์/บาร์เรล ปตท.อยู่ได้ 2 ปี ไม่ล้มละลาย

ถ้าน้ำมันดิบลงถึง 20 ดอลลาร์/บาร์เรล ปตท.อยู่ได้ 2 ปี ไม่ล้มละลาย

08 เม.ย. 59 | 03:00 น.
ภาวะราคาน้ำมันขาลงที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี ส่งผลกระทบต่อ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยตรง ต่อผลประกอบการบริษัทจาก รายได้ 2.844 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิ 1.04 แสนล้านบาท ในปี 2555 ยุคที่ราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบราเรล ในปี 2555 ไหลลงมาต่อเนื่อง ในปี 2558 รายได้ของ ปตท. ลงมาอยู่ที่ 2.063 ล้านล้านบาท กำไรสุทธิลดลงเหลือ 1.99 หมื่นล้านบาท หรือหายไปกว่า 80 %

ผลประกอบการที่พลิกผันส่งผลต่อทิศทาง ปตท. บริษัทพลังงานแห่งชาติอย่างไร "ฐานเศรษฐกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่หรือซีอีโอ ถึงทิศทางและแผนรับมือของปตท.ยุคน้ำมันขาลง

 ราคาน้ำมันดิบผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ซีอีโอ ปตท.ได้สะท้อนให้เห็นว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดจาก "ซัพพลายโอเวอร์ดีมานด์" หรือกำลังการผลิตมากกว่าความต้องการใช้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงมาเรื่อยๆ จนมาต่ำสุดที่ 28 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2559 หากมองในเชิงเทคนิค จะพบว่า ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงมา ทำให้ต้นทุนการผลิตไม่คุ้มทุน ส่งผลให้ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตเริ่มทยอยหายไป การเจาะหลุมสำรวจในแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชลล์ออยล์ เชลล์แก๊ส ในสหรัฐอเมริกา ทยอยหยุดไป เนื่องจากการผลิตในระดับราคาน้ำมันที่ 20-40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่คุ้มทุน ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อราคาน้ำมันดิบลดต่ำลง จะมีผู้ผลิตทยอยหายไปเรื่อยๆ เป็นการสะท้อนของวัฏจักรราคา

เมื่อมีการสำรวจลดลง การจัดหาลดลงไป ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันราคาถูกเพิ่มขึ้น ดังนั้น หลังจากนี้ไปจะได้เห็นราคาน้ำมันดิบกลับมาดีดตัวขึ้นอีกครั้ง และเชื่อกันว่าราคาน้ำมันดิบที่ 28 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เป็นราคาที่ลงมาต่ำสุดแล้ว ในขณะที่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบได้ขยับมาที่ระดับ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และคงจะไม่มีโอกาสกลับไปที่ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านี้

 ฝ่าวิกฤติน้ำมัน20ดอลลาร์

เทวินทร์ ชี้ให้เห็นว่า ราคาน้ำมันดิบในช่วงอีก 3-5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะขึ้นไปที่ระดับ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากแหล่งเชลล์ออยล์ ซึ่งเป็นระบบเสรี จะทยอยกลับมาผลิตจากราคาน้ำมันดิบที่คุ้มทุนได้ แต่หากเกิดสถานการณ์ความรุนแรง มีความขัดแย้งสู้รบในหลายประเทศ จะมีผลต่อราคาน้ำมันดิบในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าได้เช่นกัน ยกเว้นจะเกิดภาวะไม่ปกติ อาทิ เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะซบเซา คนตกงานจำนวนมาก ธุรกิจน้ำมันตกต่ำ ราคาพืชผลทางการเกษตรลดลง ทำให้เศรษฐกิจเดินต่อไม่ได้ จึงมีความเป็นได้ที่ราคาน้ำมันจะลงมาต่ำในระดับ 20-30 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ถึงอย่างไรโอกาสที่จะเกิดขึ้นก็น้อยมาก

ดังนั้น แนวทางบริหารจัดการของ ปตท.จึงต้องมีการตั้งสมมติฐาน หากเกิดกรณีที่ราคาน้ำมันตกต่ำลงมาที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาปิโตรเคมี ค่าการกลั่นน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ เศรษฐกิจโลกไม่ดี ทุกอย่างแย่หมด อยู่ในภาวะที่โลกจะล้มละลาย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผลประกอบการ รายได้ กำไร กระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างแน่นอน หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นจริง การบริหารจัดการของกลุ่มปตท. จะต้องทำการลดการลงทุน ลดค่าใช้จ่าย ใช้กระแสเงินสดที่มีอยู่ ซึ่งจะทำให้กลุ่ม ปตท. สามารถยืนอยู่ได้อย่างน้อยอีก 2 ปี แต่จะไม่ล้มละลาย เพราะยังสามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ จ่ายหนี้ได้ จึงไม่ใช่รายแรกๆ ที่ล้มลงแน่นอน ในขณะเดียวกันเมื่อถึงช่วงที่ธุรกิจฟื้นกลับคืนมา กลุ่ม ปตท.ก็จะกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

โดยวันนี้ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ทางกลุ่ม ปตท.ก็ได้มีการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุนทุกภาคส่วน ทุกบริษัทในกลุ่ม ปตท.เน้นเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพ ทำอย่างไรให้สามารถเดินเครื่องจักรได้เต็มที่ ลดการปิดซ่อมให้น้อยที่สุด สามารถดึงเทคโนโลยีมาช่วย ขณะที่ กระบวนการทำงานที่มีการเชื่อมโยงเป็นสายโซ่ธุรกิจ ที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถเพื่อให้แข่งขันได้

 รอดูโอกาสขยายการลงทุน

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์พลังงานยังมีความผันผวน ทิศทางลงทุนของกลุ่ม ปตท.จึงต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่ เพื่อให้สอดรับกับทุกแง่มุมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมวางกลยุทธ์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กร และรับกับภาวะท้าทายในธุรกิจพลังงานตามกลยุทธ์ ROIC ซึ่ง ปตท. จะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่เป็นจุดแข็งโดยเพิ่มประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด และก้าวออกจากธุรกิจที่เป็นจุดอ่อน นอกจากนี้ ยังลดค่าใช้จ่าย และพิจารณาการต่อยอดหรือลงทุนขยายธุรกิจเพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งควบรวมกิจการที่ซ้ำซ้อนกันเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสความได้เปรียบการแข่งขันมากขึ้น

พร้อมกับตัดธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญทิ้ง อย่างธุรกิจปลูกปาล์มที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่ผ่านมาได้ขายไปแล้วเกือบทั้งหมด และอยู่ระหว่างขายแปลงสุดท้าย ส่วนธุรกิจเหมืองถ่านหิน ยังมีอนาคต เนื่องจากมีปริมาณสำรองมากและโรงไฟฟ้าต้องใช้ในการผลิตไฟฟ้า เป็นความมั่นคงทางพลังงาน แต่อีกมุมหนึ่งก็มองว่ากระแสของโลกกำลังให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทน ยังต้องศึกษาให้รอบคอบ

 บริหารจัดการธุรกิจต้น-ปลายน้ำ

ซีอีโอปตท. ยอมรับว่า การบริหารงานที่เป็นธุรกิจต้นน้ำอย่างการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมและถ่านหิน ของบริษัทในเครือวันนี้ ก็ได้มีการรายงานผลประกอบการด้อยค่า สินทรัพย์ไปแล้ว เพราะประสบปัญหาขาดทุน แต่ในส่วนของธุรกิจกลางน้ำ อาทิ การรับขนส่งก๊าซทางท่อ รับแยกก๊าซเพื่อขายผลิตภัณฑ์ การกลั่นน้ำมัน มีกำไรเพราะต้นทุนถูกลง ขณะที่ธุรกิจปลายน้ำ ได้แก่ ปิโตรเคมี สถานีบริการน้ำมัน โรงไฟฟ้า ยังอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง

ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศ อาทิ บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือปตท.สผ.ยังมีแหล่งที่รอการพัฒนาอีก 5-6 โครงการ ได้แก่ โครงการโมซัมบิก ที่จะคาดว่าจะเริ่มได้ภายในปลายปีนี้ ซึ่งจะส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (แอล เอ็นจี) เข้ามาในประเทศไทย ส่วนโครงการที่เหลือ อาจจะต้องชะลอการลงทุนออกไปก่อน เพราะมีต้นทุนการผลิตสูงอย่างแหล่งออยล์แซนด์ จำเป็นต้องหาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น รวมถึงโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนามด้วย แต่จะไม่ปิดโอกาสการเข้าซื้อกิจการ เพราะหากมีโครงการใดเหมาะสมก็สามารถซื้อได้ราคาถูกในช่วงนี้

ส่วนการลงทุนด้านสถานีบริการน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้าน ถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างดี เพราะเวลานี้แบรนด์ปตท.ถือว่าเป็นผู้นำในอาเซียนที่ให้บริการครบวงจรไปแล้ว ขณะที่การลงทุนธุรกิจโครงการท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 คลังแอลเอ็นจีเฟส 2 ขนาด 7.5 ล้านตัน ยังมีความจำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท่อก๊าซเส้นที่ 5 จะเชื่อมโยงจากตะวันออกมายังตะวันตก จึงสามารถบริหารจัดการก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันแนวโน้มก๊าซในเมียนมา จะหมดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และหากยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากการลงทุนคลังแอลเอ็นจี FSRU ขนาด 3 ล้านตัน ในเมียนมา ก็จะต้องพึ่งท่อก๊าซเส้นที่ 5 เพื่อส่งก๊าซไปยังตะวันตกแทน

 ปตท.ยันคืนท่อก๊าซครบแล้ว

สำหรับกรณีที่นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ต่อกรณีการไม่คืนท่อก๊าซธรรมชาติของปตท.ตีมูลค่าประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาทให้กับภาครัฐนั้น ขอยืนยันว่า ปตท.ได้คืนท่อครบตามคำสั่งศาลปกครองแล้ว และที่ได้เห็นคำยื่นฟ้องก็ไม่พบว่ามีประเด็นใหม่ ซึ่งได้มีการยื่นฟ้องต่อศาลมาตั้งแต่ปี 2550 – 2555 จำนวน 4 ครั้ง โดยศาลปกครองได้มีคำสั่งยืนยันทั้ง 4 ครั้งว่า ปตท. ได้คืนและแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษาให้แก่กระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำสั่งยืนยันอีกครั้งว่า ปตท. ได้ส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่กระทรวงการคลังครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้วตั้งแต่ปี 2551 การขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ ปตท. ส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมดอีกนั้น จึงเป็นการดำเนินคดีซ้ำ

นอกจากนั้น การกล่าวอ้างคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 อาจจะไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ได้แนบความเห็นของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าไปด้วยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การแนบความเห็นของ สตง. ดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 จึงชอบด้วยกฎหมายทุกประการ อย่างไรก็ตาม ปตท.พร้อมให้การตรวจสอบและให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน หากยังมีผู้สงสัย

ส่วนกรณีท่อก๊าซในทะเล ทราบมาว่าได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ไปแล้ว และคาดว่าจะมีการแจ้งมติออกมาเร็วๆ นี้ ว่าศาลปกครองจะรับคำร้องหรือไม่ ซึ่งทาง ปตท.พร้อมให้ข้อมูลตลอด และในเมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ก็ต้องพยายามอธิบายต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 - 9 เมษายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market