
กำไรแบงก์Q1หดตัว แค่ 35ล้าน
แบงก์แจงกำไรสุทธิ ไตรมาสแรกลดลงเล็กน้อย 35 ล้านบาท เหตุเศรษฐกิจชะลอ ตั้งสำรอง TFRS9 ซีไอเอ็มบีไทย กำไรพุ่ง 144.3% ทั้งรายได้ดำเนินงาน ค่าใช้จ่าย และ ECL ลด
ธนาคารพาณิชย์รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2563 ส่วนใหญ่ยังรักษากำไรสุทธิ ซึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ขณะที่ค่า ใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลงแต่ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับเป็นปีแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดใช้หลักเกณฑ์ Basel3 ทั้งการรายงานทางการเงินฉบับ9 (TFRS9) เฉพาะธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่งที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIBs) ต้องดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม เพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤติ ซึ่งธปท.กำหนดให้ต้องดำรงเงินกองทุนชั้นที่ 1 จาก 0.5% เป็น 1% ในปี 2563 และภายใต้ TFRS9 ธนาคารต้องจัดประเภทสินเชื่อและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss : ECL) ซึ่งสินเชื่อจะถูกจัดประเภทเป็น 3 ขั้นคือ 1.กลุ่มที่ไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต(ขั้นที่1) 2.กลุ่มที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต และ 3.กลุ่มที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต
ปัจจัยต่างๆเหล่านี้้ ส่งผลให้แต่ละธนาคารมีภาระในการตั้ง ECL แม้ไตรมาส 1/63 สินเชื่อด้อย คุณภาพเกิดใหม่อาจจะยังไม่สะท้อน สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน จากการที่ธปท.ผ่อนเกณฑ์มาตรการชะลอการจัดชั้นของลูกหนี้ที่เข้าโครงการช่วยเหลือและปรับลดลูกหนี้เป็นหนี้เอ็นพีแอล (เมื่อ 28 ก.พ.63)
ทั้งนี้จากรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 ของธนาคารพาณิชย์ 6 แห่งพบว่า มีกำไรสุทธิรวม 24,043 ล้านบาท ลดลง 35 ล้านบาทเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิรวม 24,078 ล้านบาท นำโดย ซีไอเอ็มบีไทย ที่มีกำไรสุทธิเพิ่ม 144.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายได้จากการดำเนินงานเพิ่ม 16.8% และการลดลงของ ECL 38.8% สุทธิกับการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 20.5%
รองลงมาบมจ.ทีเอ็มบี กำไรสุทธิเพิ่ม 163.81% มาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 124.7% เป็น 14,014 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 6,236 ล้านบาท ส่วนรายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 83.4% เป็น 4,180 2 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2,280 ล้านบาท มาจากรายได้จากการขายประกันมีสัดส่วนถึง 55% รองลงมาเป็นรายได้จากกองทุนรวม 23% อื่นๆ 12% ค่าธรรมเนียมจากการให้สินเชื่ออีก 7% และมีกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 9,138%
บมจ.เกียรตินาคิน กำไรสุทธิเพิ่ม 31.56% เป็นกำไรสุทธิจากรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม 15.9% อัตราดอกเบี้ยรับของเงินให้สินเชื่อเพิ่ม 7.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 5.7% จาก 4.9% โดยมาจากสินเชื่อขยายตัว 4.8% เทียบจากเดือนธันวาคม 2562 และเงินรับฝากเพิ่ม 30% ขณะที่ ECL เฉพาะไตรมาสนี้รวม 8,658 ล้านบาท มียอดสำรองส่วนเกินคงเหลือ 1,793 ล้านบาท อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ 115.9% และผลขาดทุนจากการขายรถยึด 1.15% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย
บมจ.ไทยพาณิชย์กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.03% โดยมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่ม 43% เป็น 25,777 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 24,713 ล้านบาท รายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่ม 20.4% เป็น 11,864 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 9,857 ล้านบาท ขณะกำไรเบ็ดเสร็จรวมลดลง 17.8% โดยที่ ECL เพิ่มขึ้น 79.4% จาก 5,420 ล้านบาทเป็น 9,726 ล้านบาท
สำหรับธนาคารที่มีผลกำไรสุทธิลดลงคือ บมจ.กสิกรไทย และบริษัทย่อย กำไรสุทธิลดลง 34.47% แม้จะมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่ม 11.21% รายได้มิใช่ดอกเบี้ย 7,372 ล้านบาทลดลง 39.78% จากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 12,241 ล้านบาท (แต่รายได้สุทธิจากการรับประกันภัยขยายตัวเพิ่ม 458.72%) บมจ.ทิสโก้ กำไรลดลง 14.21% ซึ่งเป็นไปตามภาวะธุรกิจที่ชะลอตัวรวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรฐาน TFRS9
หน้า 14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,568 วันที่ 23-25 เมษายน 2563






