
สภาพัฒน์ฟ้องนายกฯ88%เข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ
สภาพัฒน์เผยสำรวจผลกระทบโควิด-19 พบประชาชนส่วนใหญ่ 88% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล นายจ้าง-อาชีพอิสระ-คนว่างเดือดร้อนหนักอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้เสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบผลสำรวจปัญหาและความต้องการของภาคธุรกิจที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 จากกลุ่มเป้าหมาย 8,929 คน จาก 77 จังหวัด ในระยะเวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 9-14 เม.ย.ที่ผ่านมา
โดยเฟบุ๊กสภาพัฒน์ ได้โพสต์ข้อความว่า ความเห็นของท่านถึงมือ “ลุง” แล้ว!!!
ขอบคุณ 186,246 ข้อความ ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น จากผู้ตอบแบบสอบถาม 8,929 คน
เราได้รวบรวมผลสำรวจจากแบบสอบถามข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโรคระบาดโควิด-19 เมื่อวันที่ 9-14 เม.ย. เสนอท่านนายกฯ และผู้ทำนโยบายที่เกี่ยวข้องให้ได้รับทราบปัญหาและความต้องการของภาคธุรกิจแล้ว ขณะนี้ภาครัฐและเอกชนกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่
ผลสำรวจดังกล่าวครอบคลุมนายจ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ว่าว่างงาน โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 7,894 คน หรือคิดเป็น 88% ระบุว่ายังไม่ได้
รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล มีเพียง 1,035 คน หรือ 12% เท่านั้นที่ตอบว่าได้รับความช่วยเหลือ
ผู้ตอบแบบสอบถาม 5,407 คน หรือ 67% รู้ว่ารัฐมีการช่วยเหลือ แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ขณะที่ 1,718 คน หรือ 22% ไม่รู้ว่ารัฐมีมาตรการอะไร และต้องทำอย่างไร อีก 279 คน หรือ 4% ตอบว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการ
ผลสำรวจพบว่าประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือมาจากมาตรการด้านการคลัง 36% ลดค่าใช้จ่าย 30% การเงิน 22% แต่การช่วยเหลือดังกล่าวส่วนใหญ่ 48% เห็นว่าไม่พอ,พอใน 3 เดือน 24.9% ,ไม่แน่ใจ 14.9% ,พอใน 3-6 เดือน 7.9% พอมากกว่า 6 เดือน 4.2%
เมื่อแยกเป็นแต่ละกลุ่มอาชีพพบรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
นายจ้าง 89% ไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะส่วนใหญ่ติดเงื่อนไข 71% ของผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือเห็นว่าความช่วยเหลือจากมาตรการของภาครัฐช่วยพยุงธุรกิจได้ในระยะไม่เกิน 3 เดือน โดยมาตรการภาครัฐที่ได้รับ คือ พักเงินต้นและดอกเบี้ย (3-6 เดือน) ยืดเวลาจ่ายภาษี/ลดเวลารับคืนภาษี/ คืนส่วนต่างมูลค่าเพิ่มทางภาษีสำหรับการส่งออก สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2% ต่อปี
ส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ
• ควรลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพเพิ่มเติม ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ อาหารและสินค้าที่จำเป็น เพิ่มเงินช่วยเหลือทางการศึกษาเพื่อลดชำระค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเทอม ลดภาษีเพื่อลดค่าใช้จ่าย และ ยกเว้นภาษีสำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบสำหรับปีภาษีที่ต้องชำระในปี 2563 และ 2564
• กำหนดมาตรฐานเงื่อนไขของการพักหนี้หรือชำระหนี้ของแต่ละสถาบันการเงินให้ไปในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากเป็นมาตรการที่พนักงานและลูกจ้างต้องการสูง แต่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือไม่มากจากเงื่อนไขที่ยุ่งยากและแตกต่างกัน
• สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ(Soft loan) โดยให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ในลักษณะลดเงื่อนไขสำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิต
• ให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มทุกอาชีพที่ได้รับผลกระทบ และขยายกลุ่มเป้าหมายในการให้ความช่วยเหลือ เช่น บุคคลไร้บ้าน ผู้สูงอายุ ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี แม่ค้า และแรงงานก่อสร้าง เป็นต้น
• ชดเชยผลประโยชน์แก่ผู้ประกันตนประกันสังคมตามสัดส่วนที่ได้รับผลกระทบ ให้แก่ผู้ประกันตนที่แสดงความประสงค์ขอรับเงินชดเชยและลดจำนวนเงินที่ต้องส่งประกันสังคมชั่วคราว
กลุ่มอาชีพอิสระ เป็นกลุ่มที่ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเนื่องจากติดปัญหาด้านเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนดไว้ ดังนั้น กลุ่มนี้ต้องการให้ภาครัฐผ่อนปรนเงื่อนไขให้เหมาะสมและเร่งช่วยเหลือด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคในชีวิตประจำวันและการผ่อนปรนภาระหนี้สิน
สศช.ยังได้สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ
•ปรับวิธีการช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม/ทุกคนตามความเดือดร้อน โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณาให้ความช่วยเหลือที่ชัดเจนเหมาะสม และกำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้แจ้งข้อมูลเท็จ
• ประชาสัมพันธ์/สื่อสารมาตรการให้ชัดเจนทั่วถึง โดยเปิด Hotline หรือ OSS ที่สามารถตอบ/แก้ไขปัญหา รวมทั้งเว็บไซต์รับแจ้งผลกระทบและ Update มาตรการสำหรับแต่ละอาชีพ
• ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ โดยยกเว้นค่าสาธารณูปโภคบริการพื้นฐานโดยให้ใช้ฟรีตามโควต้าตามสัดส่วนและจ่ายส่วนต่างในกรณีที่ใช้เกินกว่าที่ก าหนด ลดค่าเช่าบ้านและพื้นที่ค้าขายโดยเฉพาะกิจการที่ถูกสั่งปิดผ่านมาตรการอุดหนุนผู้ประกอบการทางอ้อม
• พักหนี้ทั้งต้นและดอกให้ครอบคลุมหนี้ทุกประเภท
• ลดหรือยกเว้นการชำระภาษีทุกชนิด โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
• เร่งระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือให้เร็วขึ้นและขยายให้ครอบคลุมกับคนกลุ่มอื่น ๆ(เช่น อาชีพกรรมกร ก่อสร้าง/ผู้ยากไร้/รากหญ้า)
• ลดหรือควบคุมราคาสินค้าและบริการ ที่จำเป็นในการรักษาสุขอนามัยแก่ทุกครัวเรือน เช่น หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ โดยแจกคูปองหรือให้นำบัตรประชาชนมายื่น 1 บัตรต่อ 1 สิทธิ์
• ให้เบิกเงินสะสมที่เก็บไว้ยามเกษียณมาใช้บางส่วน เช่น เงินสมทบผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม เบี้ยประกันชีวิต เงินชราภาพ
• เปิดให้บริการทางการแพทย์ผ่านช่องทางออนไลน์และให้หน่วยงานบริการภาครัฐที่จำเป็นให้บริการประชาชนถึงที่เพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทาง
• มีศูนย์ให้คำปรึกษาในการปรับตัวและช่วยเหลือหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ COVID-19
กลุ่มผู้ว่างงาน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด แต่กลับเข้าถึงความช่วยเหลือน้อยที่สุดและมีแนวโน้มจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน หากภาครัฐไม่เพิ่มความแรงในการเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ว่างงานด้านภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
• ควรให้ความช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคตามความต้องการที่จำเป็น โดยพิจารณาจากผลกระทบที่ได้รับและให้ครอบคลุมระยะเวลาของการแพร่ระบาดของโรค
• ควรมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพของประชาชนที่พิจารณาถึงความเหมาะสมและมีเงื่อนไขในการเข้าถึงน้อย แทนการจัดสรรเงินที่สำหรับประชาชนเฉพาะกลุ่ม
• มาตรการของรัฐควรมีความชัดเจน และต้องด าเนินการอย่างรวดเร็วตรงตามความต้องการของประชาชนในทุกกลุ่มอาชีพ
• เสนอให้มีการจัดโรงทาน หรือแจกจ่ายอาหารฟรีให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนทั่วประเทศ
สศช.ยังมีข้อเสนอแนะในภาพรวม
• เพิ่มการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ
• ควรขยายมาตรการช่วยเหลือให้ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม
• ตามลักษณะความต้องการที่เหมาะสม ไม่ควรก าหนดมาตรการเดียวเพื่อประชาชนทั้งประเทศ
• ลดเงื่อนไขการเข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือ โดยกำหนดสิทธิการเข้าถึงการช่วยเหลือที่ชัดเจนเหมาะสม และเสมอภาค และเพิ่มช่องทางการประสานงานช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
• จัดหางานให้กับประชาชน ที่ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์โควิด-19 ด่วนที่สุด
•ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น เพื่อนำงบประมาณมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
• ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการและประชาชน
• สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและพักหนี้ โดยปราศจากเงื่อนไขที่มีความซับซ้อน/ยุ่งยาก และมีมาตรฐานเดียวกันทุกสถาบันการเงิน
• คืนภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามสัดส่วนขนาดธุรกิจ คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม งดเว้นการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น และ เพิ่มการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
•ผ่อนปรนธุรกิจบางประเภทให้เปิดทำการได้โดยมีเงื่อนไข อาทิ ให้ผ่อนคลายเรื่องการให้ลูกค้านั่งรับประทานอาหารที่ร้านโดยยึดหลักเกณฑ์และระเบียบตามมาตรการด้านสาธารณสุข






