
แบงก์แลนด์ดึง CTBC เสริมแกร่งธุรกิจ พร้อมบุกเทรดไฟแนนซ์-บิ๊กคอร์ปอเรต
แบงก์แลนด์ ประกาศลุยปล่อยกู้ธุรกิจขนาดใหญ่ หลังไตรมาส 3 พันธมิตร CTBC แบงก์ไต้หวัน เพิ่มเงิน 1.65 หมื่นล้านบาท ดันเงินกองทุนปึ้ก/SLL แตะ 1 หมื่นล้านบาท ลั่นร่วมแจมโครงการภาครัฐสบาย มีโอกาสเพิ่มมีมาร์เก็ตแชร์เพียบ พร้อมดึงความเชี่ยวชาญบุกธุรกิจเทรดไฟแนนซ์ พร้อมเดินเครื่องไตรมาส 1 ปี 60 แถมดูดลูกค้าเศรษฐีบริหารความมั่งคั่ง ส่วนสินเชื่อคงเป้าเดิม 10-15% เน้นรายใหญ่ หลังรายย่อย-เอสเอ็มอียังนิ่ง
นางศศิธร พงศธร (ฉัตรศิริวิชัยกุล) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า ภายหลังบมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงพันธมิตรกับธนาคาร CTBC สถาบันการเงินชั้นนำจากไต้หวัน ซึ่งจะเข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุน และเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 35.6%
ส่วนขั้นตอนต่อไป คือ การทำ Due Diligence ซึ่งจะต้องขออนุญาตจากทางการไทยและไต้หวัน รวมถึงผู้ถือหุ้นในการทำธุรกรรมครั้งนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลายเดือนมิถุนายน และต้นเดือนสิงหาคมจะมีเม็ดเงินเข้ามาเพิ่มทุนจำนวน 1.65 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เงินกองทุนต้องสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) เพิ่มขึ้น โดยเงินกองทุนชั้นที่ 1 จากปัจจุบันอยู่ที่ 10.2% จะเพิ่มเป็น 21.3% และคาดว่าจะรองรับการขยายธุรกิจไปได้อีก 5 ปี จนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 12%
ทั้งนี้ หลังจากเงินกองทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว หรือประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท จะส่งผลให้ธนาคารมีความสามารถในการขยายธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate) ที่จากเดิมธนาคารจะติดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit: SLL) ที่จะต้องปล่อยกู้ไม่เกิน 25% ของเงินกองทุนที่มีอยู่ ทำให้ธนาคารไม่สามารถขยายธุรกิจได้มากนัก แต่ภายหลังธนาคาร CTBC เข้ามาทำให้SLL ของธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 5.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 4.9 พันล้านบาท
"ทำให้ธนาคารมีโอกาสในการเข้าไปมีส่วนรวมในโครงการขยายใหญ่ของภาครัฐได้ หรือการปล่อยกู้ร่วม (Syndicated Loan) ได้มากขึ้น เนื่องจากธนาคารมีสัดส่วนนอกจากเงินกองทุนที่เพิ่มขึ้น และจะเห็นว่าปัจจุบันธนาคารมีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 2% ซึ่งมีศักยภาพและโอกาสที่จะขยายสัดส่วนเพิ่มขึ้นตาม"
นางศศิธรกล่าวอีกว่านอกจากนี้การรวมมือกับธนาคาร CTBC จะเข้ามาเสริมใน 3 ธุรกิจที่มีเชี่ยวชาญ คือ 1.ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งปัจจุบันจะดำเนินภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทั้งในส่วนของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์,บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แอดไวเซอรี่ จำกัด โดยปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 7 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดีหลังจากการร่วมมือกับธนาคาร CTBC แล้วจะมาช่วยเรื่องการต่อยอดผลิตภัณฑ์กองทุนต่างๆ มารองรับลูกค้า โดยที่ธนาคารจะมีในเรื่องของฐานข้อมูลลูกค้า จะช่วยให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น ทั้งยังช่วยเรื่องของรายได้ค่าธรรมเนียมเข้ามาเพิ่มเติม จากปัจจุบันธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 5-6% ของรายได้รวม สิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 8% หากเทียบกับธนาคาร CTBC ที่มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมสูงถึง 40% ถือว่าธนาคารยังสามารถขยายตัวได้อีก
เช่นเดียวกันส่วนที่ 2 ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศไทย (Trade Finance) จะเห็นว่าปัจจุบันธนาคารไม่มีธุรกรรมดังกล่าว เนื่องจากธนาคารเป็นธนาคารขนาดเล็ก ซึ่งการทำธุรกิจดังกล่าวต้องมีความน่าเชื่อถือและเป็นธนาคารที่ใหญ่และเป็นที่รู้จักภายนอกประเทศ ซึ่งหลังจากธนาคาร CTBC เข้ามาจะพาให้ธนาคารเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น เพราะธนาคาร CTBC ทำธุรกิจดังกล่าวอยู่แล้ว และค่อนข้างใหญ่และเป็นที่รู้จักในไต้หวัน ซึ่งจะมาช่วยเสริมธนาคารในเรื่องของการเปิดธุรกรรมคำสั่งซื้อส่งออกและนำเข้า (L/C) หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ
โดยคาดว่าจะเริ่มปล่อยสินเชื่อเกี่ยวกับกลุ่มนี้ได้ภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2560 เบื้องต้นจะเริ่มเจาะกลุ่มจากความเชี่ยวชาญของธนาคาร CTBC ก่อน ขณะที่ส่วนที่ 3 ดิจิตอล แบงกิ้ง จะนำระบบที่มีความก้าวหน้ามาช่วยเสริมและพัฒนาระบบของธนาคารให้แข็งแกร่ง รวมถึงใช้ช่องทางของ CTBC ในการขยายฐานลูกค้าได้ด้วย
"หากเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คือ ธนาคาร CTBC ใส่เงินเข้ามา 1.65 หมื่นล้านบาทช่วงไตรมาสที่ 3 และมีคณะกรรมการเข้ามาไตรมาสที่ 4 คาดว่าไตรมาสแรกปี 2560 เราก็เริ่มทำธุรกิจได้เลย ซึ่งพอถึงตอนนั้นมีแผนธุรกิจ 3-5 ปีอย่างแน่นอน ซึ่งช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่เห็นผลรายได้ แต่หลังจากนั้นสักพักเชื่อว่าการสร้างรายได้จะมีผลเก็บเกี่ยวขึ้นมา"
นางศศิธรยังกล่าวถึงเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อปีนี้ว่า ยังวางอยู่ที่ 2-3 เท่าของจีดีพี หรือประมาณ 10-15% คิดเป็นยอดสินเชื่อเติบโตสุทธิอยู่ที่ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่มที่คาดว่าจะขยายตัวยังมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่ตั้งเป้าเติบโตอยู่ที่ 15-20% จากแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) กลุ่มโรงจำนำ และกลุ่มค้าขาย ที่คาดว่ายังขยายตัวได้ดี
ส่วนกลุ่มรายย่อยตั้งเป้าเติบโตประมาณ 5% หรือคิดเป็นการขยายตัวสินเชื่อสุทธิประมาณ 6 พันล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตั้งเป้าเติบโต 5-10% จากยอดสินเชื่อคงค้างกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอียังต้องระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน
"เรายังคงวางเป้าเติบโตสินเชื่ออยู่ที่ 10-15% แต่การขยายสินเชื่อจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง อย่างน้อยเติบโต 3 เท่าของจีดีพี สินเชื่อก็น่าจะขยายตัวได้ 10% โดยสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอียังนิ่งอยู่ แต่ตัวที่จะมาเสริมให้ขยายตัวจะเป็นพวกบิ๊กคอร์ปอเรต"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 - 9 เมษายน พ.ศ. 2559
นางศศิธร พงศธร (ฉัตรศิริวิชัยกุล) กรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า ภายหลังบมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงพันธมิตรกับธนาคาร CTBC สถาบันการเงินชั้นนำจากไต้หวัน ซึ่งจะเข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุน และเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 35.6%
ส่วนขั้นตอนต่อไป คือ การทำ Due Diligence ซึ่งจะต้องขออนุญาตจากทางการไทยและไต้หวัน รวมถึงผู้ถือหุ้นในการทำธุรกรรมครั้งนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนปลายเดือนมิถุนายน และต้นเดือนสิงหาคมจะมีเม็ดเงินเข้ามาเพิ่มทุนจำนวน 1.65 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เงินกองทุนต้องสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) เพิ่มขึ้น โดยเงินกองทุนชั้นที่ 1 จากปัจจุบันอยู่ที่ 10.2% จะเพิ่มเป็น 21.3% และคาดว่าจะรองรับการขยายธุรกิจไปได้อีก 5 ปี จนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 12%
ทั้งนี้ หลังจากเงินกองทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว หรือประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท จะส่งผลให้ธนาคารมีความสามารถในการขยายธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate) ที่จากเดิมธนาคารจะติดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit: SLL) ที่จะต้องปล่อยกู้ไม่เกิน 25% ของเงินกองทุนที่มีอยู่ ทำให้ธนาคารไม่สามารถขยายธุรกิจได้มากนัก แต่ภายหลังธนาคาร CTBC เข้ามาทำให้SLL ของธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 5.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 4.9 พันล้านบาท
"ทำให้ธนาคารมีโอกาสในการเข้าไปมีส่วนรวมในโครงการขยายใหญ่ของภาครัฐได้ หรือการปล่อยกู้ร่วม (Syndicated Loan) ได้มากขึ้น เนื่องจากธนาคารมีสัดส่วนนอกจากเงินกองทุนที่เพิ่มขึ้น และจะเห็นว่าปัจจุบันธนาคารมีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 2% ซึ่งมีศักยภาพและโอกาสที่จะขยายสัดส่วนเพิ่มขึ้นตาม"
นางศศิธรกล่าวอีกว่านอกจากนี้การรวมมือกับธนาคาร CTBC จะเข้ามาเสริมใน 3 ธุรกิจที่มีเชี่ยวชาญ คือ 1.ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งปัจจุบันจะดำเนินภายใต้กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทั้งในส่วนของ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์,บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แอดไวเซอรี่ จำกัด โดยปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 7 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ดีหลังจากการร่วมมือกับธนาคาร CTBC แล้วจะมาช่วยเรื่องการต่อยอดผลิตภัณฑ์กองทุนต่างๆ มารองรับลูกค้า โดยที่ธนาคารจะมีในเรื่องของฐานข้อมูลลูกค้า จะช่วยให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น ทั้งยังช่วยเรื่องของรายได้ค่าธรรมเนียมเข้ามาเพิ่มเติม จากปัจจุบันธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 5-6% ของรายได้รวม สิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 8% หากเทียบกับธนาคาร CTBC ที่มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมสูงถึง 40% ถือว่าธนาคารยังสามารถขยายตัวได้อีก
เช่นเดียวกันส่วนที่ 2 ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศไทย (Trade Finance) จะเห็นว่าปัจจุบันธนาคารไม่มีธุรกรรมดังกล่าว เนื่องจากธนาคารเป็นธนาคารขนาดเล็ก ซึ่งการทำธุรกิจดังกล่าวต้องมีความน่าเชื่อถือและเป็นธนาคารที่ใหญ่และเป็นที่รู้จักภายนอกประเทศ ซึ่งหลังจากธนาคาร CTBC เข้ามาจะพาให้ธนาคารเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากขึ้น เพราะธนาคาร CTBC ทำธุรกิจดังกล่าวอยู่แล้ว และค่อนข้างใหญ่และเป็นที่รู้จักในไต้หวัน ซึ่งจะมาช่วยเสริมธนาคารในเรื่องของการเปิดธุรกรรมคำสั่งซื้อส่งออกและนำเข้า (L/C) หรือธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ
โดยคาดว่าจะเริ่มปล่อยสินเชื่อเกี่ยวกับกลุ่มนี้ได้ภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2560 เบื้องต้นจะเริ่มเจาะกลุ่มจากความเชี่ยวชาญของธนาคาร CTBC ก่อน ขณะที่ส่วนที่ 3 ดิจิตอล แบงกิ้ง จะนำระบบที่มีความก้าวหน้ามาช่วยเสริมและพัฒนาระบบของธนาคารให้แข็งแกร่ง รวมถึงใช้ช่องทางของ CTBC ในการขยายฐานลูกค้าได้ด้วย
"หากเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คือ ธนาคาร CTBC ใส่เงินเข้ามา 1.65 หมื่นล้านบาทช่วงไตรมาสที่ 3 และมีคณะกรรมการเข้ามาไตรมาสที่ 4 คาดว่าไตรมาสแรกปี 2560 เราก็เริ่มทำธุรกิจได้เลย ซึ่งพอถึงตอนนั้นมีแผนธุรกิจ 3-5 ปีอย่างแน่นอน ซึ่งช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่เห็นผลรายได้ แต่หลังจากนั้นสักพักเชื่อว่าการสร้างรายได้จะมีผลเก็บเกี่ยวขึ้นมา"
นางศศิธรยังกล่าวถึงเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อปีนี้ว่า ยังวางอยู่ที่ 2-3 เท่าของจีดีพี หรือประมาณ 10-15% คิดเป็นยอดสินเชื่อเติบโตสุทธิอยู่ที่ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่มที่คาดว่าจะขยายตัวยังมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่ตั้งเป้าเติบโตอยู่ที่ 15-20% จากแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อให้กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) กลุ่มโรงจำนำ และกลุ่มค้าขาย ที่คาดว่ายังขยายตัวได้ดี
ส่วนกลุ่มรายย่อยตั้งเป้าเติบโตประมาณ 5% หรือคิดเป็นการขยายตัวสินเชื่อสุทธิประมาณ 6 พันล้านบาท จากยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตั้งเป้าเติบโต 5-10% จากยอดสินเชื่อคงค้างกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอียังต้องระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน
"เรายังคงวางเป้าเติบโตสินเชื่ออยู่ที่ 10-15% แต่การขยายสินเชื่อจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง อย่างน้อยเติบโต 3 เท่าของจีดีพี สินเชื่อก็น่าจะขยายตัวได้ 10% โดยสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอียังนิ่งอยู่ แต่ตัวที่จะมาเสริมให้ขยายตัวจะเป็นพวกบิ๊กคอร์ปอเรต"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,146 วันที่ 7 - 9 เมษายน พ.ศ. 2559






