thansettakij
thansettakij
แรงงาน8ล้านคน  มีเงินออมอยู่ได้1เดือน

แรงงาน8ล้านคน มีเงินออมอยู่ได้1เดือน

19 เม.ย. 63 | 05:25 น.
อัปเดตล่าสุด :19 เม.ย. 63 | 12:43 น.

ทีเอ็มบีเผยแรงงานไทย 8 ล้านคนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เงินออมอยู่ได้แค่ 30 วัน ได้เงินเยียวยา “เราไม่ทิ้งกัน” จุนเจือ อีก 13 ล้าน ดูแลครอบครัวได้เกิน 6 เดือน

นายนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย หรือ TMB Analytics เปิดเผยว่า ภาพรวมการออมของคนไทย 34% มีเงินออมเพียงพอหรืออยู่ได้มากกว่า 6 เดือน โดยไม่มีงานทำ รองลงมา 45% สามารถอยู่ได้ 2-3 เดือน และ 20% มีเงินออมอยู่ได้ไม่ถึง 1 เดือน

ดังนั้นหากมองในมุมความเพียงพอของเงินออม กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่น ตกงานจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) พบว่าคนไทยที่อยู่ในกำลังแรงงาน 38 ล้านคนนั้น กลุ่มที่อยู่ในภาวะเสี่ยง(กลุ่ม 20%) โดยเฉลี่ย 8 ล้านคนที่เงินออมอยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน แต่อีก 30 ล้านคน มีเงินออมอยู่ได้เกิน 1 เดือน และประมาณ 13 ล้านคน สามารถเลี้ยงครอบครัวอยู่ได้เกิน 6 เดือน ที่เหลือเป็นกลุ่มอยู่ได้เกิน 1 เดือนแต่ไม่ถึง 6 เดือน

ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานตัวเลขเงินฝาก ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 พบว่า มีบัญชีเงินฝากทุกประเภท 101 ล้านบัญชี เป็นเงินฝากทั้งสิ้น 14.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.75% หรือกว่า 3.79 แสนล้านบาท

โดยส่วนใหญ่เป็นยอดเงินฝากไม่เกิน 50,000 บาท จำนวน 88.21 ล้านล้านบัญชี เป็นเงิน 4.19 แสนล้านบาท และเป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กว่า 90 ล้านบัญชีจำนวนเงินฝาก 8.16 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 1.94 แสนล้านบาทหรือ 2.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

หากพิจารณาจากรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาทไปจนถึงหลัก 1 แสนบาทต่อเดือน ในแง่ภาระไม่ได้อยู่ที่รายได้มากหรือน้อย และสัดส่วนการมีเงินออมที่อยู่รอดได้ก็ไม่แตกต่างระหว่างกทม.และต่างจังหวัด แต่ในกลุ่ม Gen: Y ยังมีเงินออมน้อยกว่า Gen: X ซึ่งทำงานและเก็บเงินระยะหนึ่งแล้ว

สำหรับกลุ่มเงินออมไม่เพียงพอ (ต่ำกว่า 6 เดือน) พนักงานเอกชน 90% อาจจะเงินออมไม่พอ (มีเงินออมไม่ถึง 6 เดือน) ฟรีแลนซ์ 78% พนักงานรัฐวิสาหกิจ 65% เจ้าของกิจการเงินออม 62% อาจอยู่ได้ไม่ถึง 6 เดือน แต่เงินเยียวยา “เราไม่ทิ้งกัน” อาจจุนเจือกลุ่มฟรีแลนซ์ และ เจ้าของกิจการได้ส่วนหนึ่ง

แรงงาน8ล้านคน  มีเงินออมอยู่ได้1เดือน

 

“หลังเกิดเหตุโควิด ภาระค่าใช้จ่ายอาจลดลง ทำให้เงินออมอยู่ได้หลายเดือนมากขึ้น แต่พฤติกรรมการออมจะกลับมาเป็นเงินฝากเห็นได้จากยอดเงินฝากโตขึ้นขณะที่การลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้น อสังหา ริมทรัพย์และกองทุนฯ จะลดลง ส่วนหนึ่งผลตอบแทนลดลงและติดลบบ้าง จนกว่าตลาดจะฟื้นกลับสู่ภาวะปกติ ดังนั้นปีนี้ยังเป็นการออมในรูปแบบของเงินฝาก เพราะมีความปลอดภัยและได้รับคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารเองยังไม่ลดดอกเบี้ยเงินฝากรายย่อย แต่ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากนิติบุคคล”

อย่างไรก็ตามปีนี้ โครงสร้างการออมของครัวเรือน จะเห็นเงินจากกองทุนรวมวิ่งเข้าหาเงินฝากเพิ่มขึ้นเป็น 45% จากสัดส่วน 37.9% เมื่อสิ้นปีก่อน ซึ่งเงินฝากครัวเรือนมีจำนวน 7.96 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37.9% กองทุนรวม 5.08 ล้านล้านบาทสัดส่วน 24.2% ประกันภัยและชีวิต 2.81 ล้านล้านบาท สัดส่วน 13.38% กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ 4.02 ล้านล้านบาทสัดส่วน 19.15%

“ช่วงหยุดเชื้อเพื่อชาติ น่าจะเป็นโอกาสดีในการควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะพยายามลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งผลศึกษามาพบว่ามีสัดส่วน 1 ใน 4 หรือ 25% ที่สามารถปรับลดลงได้”

หน้า 13-14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,567 วันที่ 19-22 เมษายน 2563