
ข้อเท็จจริง "พักหนี้" ดีจริงหรือ?
ในภาวะที่ทุกคนกำลังเผชิญกับวิกฤติที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา(โควิด-19) ที่ขยายวงกว้างขึ้นทั่วประเทศ จนนำมาสู่การสั่งปิดกิจการห้างร้านและปิดเมือง ทำให้ผู้คนต้องตกงานหรือรายได้ลดลง
แล้วสำหรับคนที่มีหนี้กับสถาบันการเงินล่ะ ควรจะต้องดำเนินการอย่างไร เพราะช่วงนี้ สถาบันการเงินเองต่างก็ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย พักเงินต้นอย่างเดียวหรือจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย เป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน หรือจะยังเดินหน้าผ่อนตามปกติดี โดยเฉพาะหนี้บ้าน ซึ่งเป็นหนี้ก้อนใหญ่ของคนทั่วไป และใช้เวลาในการผ่อนชำระนาน
ที่เห็นเยอะคือ หนึ่ง การเลื่อนงวดผ่อนชำระ หรือ พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย คือ ไม่ต้องจ่ายทั้งส่วนเงินต้นและดอกเบี้ยให้ธนาคารในช่วงที่ผ่อนปรน
ส่วนอีกกรณีคือ พักชำระเงินต้น คือ ในช่วงที่ผ่อนปรน ไม่ต้องจ่ายเงินต้น จ่ายเฉพาะแค่ดอกเบี้ย ซึ่งไม่ว่าเราจะเลือกขอเลื่อนงวดผ่อนชำระ หรือขอพักชำระเงินต้น ความหมายก็เหมือนกัน
แล้วความแตกต่างอยู่ตรงไหน
สมมติว่า ท่านมีหนี้บ้าน 1 ล้านบาทกับสถาบันการเงิน ในอัตราดอกเบี้ย 3.5% ผ่อนชำระต่อเดือนจะตกที่เดือนละ 7,085 บาท โดยในจำนวนนี้จะถูกหักเงินต้น 4,208 บาท และเป็นการชำระดอกเบี้ย 2,877 บาท ดังนั้นหากชำระปกติไปจนถึงเดือนที่ 3 หนีี้จะลดเหลือ 978,745 บาท หรือไปถึงเดือนที่ 6 หนี้จะลดเหลือ 957,490 บาท
แต่หากท่านเลือกที่จะพักชำระเงินต้น โดยยังผ่อนชำระดอกเบี้ยเดือนละ 2,877 บาท ไม่ว่าจะเป็น 3 เดือนหรือ 6 เดือน ข้อดีคือ จะมีเงินเหลือ 12,624 บาทในช่วง 3 เดือน หรือ 25,248 บาทในช่วง 6 เดือน เพื่อใช้จ่ายในช่วงที่ยังประสบปัญหา ทั้งที่ไม่มีงานทำหรือรายได้ลด แต่เมื่อผ่านไปแล้ว ยอดหนี้คงค้างจะยังเท่าเดิมคือ 1 ล้านบาท และวิธีนี้ยังมีข้อดีคือแม้ว่าคุณไม่สามารถจ่ายค่างวดได้ครบในช่วง 6 เดือนนี้ ธนาคารจะไม่ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ ประวัติการผ่อนจ่ายชำระหนี้จะไม่เสีย
กรณีสุดท้ายคือการเลือกพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย คือ ไม่ต้องจ่ายทั้งส่วนเงินต้นและดอกเบี้ยให้ธนาคารในช่วงที่ผ่อนปรน ซึ่งหากคิดจากยอดหนี้ 1 ล้านบาท ที่จะต้องผ่อนชำระงวดละ 7,085 บาทนั้น หากไม่ต้องจ่ายธนาคารเลย จะทำให้คุณมีเงินเหลือในมือ 7,085 บาท เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แต่วิธีนี้ ไม่ใช่ว่าธนาคารจะยกทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้ เพราะเป็นเพียงการเลื่อนชำระหรือพักหนี้ไว้ก่อน แต่ดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายยังเดินปกติ ดังนั้น หากผ่านไป 3 เดือนยอดหนี้คงค้างจาก 1 ล้านบาทจะมีดอกเบี้ยเพิ่มเข้ามา 8,631 บาท รวมหนี้เดิมเป็น 1,008,631 บาท หรือหากพักไป 6 เดือนก็จะมีหนี้เพิ่มเป็น 1,017,262 บาท จากยอดหนี้คงค้างเดิมที่ 1 ล้านบาท
เป็นเพราะธนาคารผ่อนปรนให้คุณ “ยังไม่ต้องชำระคืนค่างวด” ทั้งส่วนที่ชำระคืนเงินต้นและส่วนของดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยเดือนละ 6,000 บาท ที่ไม่ได้จ่ายตลอด 6 เดือน ยังคงเดินอยู่ และไปเพิ่มยอดหนี้รวมเป็น 1,036,000 บาท
ดังนั้น หากเป็นไปตามแนวทางที่ธนาคารประกาศออกมาตอนนี้คือ การพักชำระหนี้เงินต้น หรือ พักทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ภาระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยก็จะยังมีอยู่ แต่ขยายเวลาออกไปเท่านั้น
อีกทางที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนผ่อนบ้านโดยตรงคือ การลดดอกเบี้ย เพราะทำให้ภาระผ่อนต่อเดือนลดลงทำให้สามารถเดินหน้าผ่อนได้ตามปกติ ยอดหนี้คงค้างจะทยอยลดลงตามงวดที่ชำระที่เห็นประกาศออกมาก็มีเพียงธนาคารรัฐ 2 แห่งคือ ธนาคาร อาคารสงเคราะห์ลดให้ 4-6 เดือน ธนาคารออมสิน และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย(บตท.) 6-12 เดือน และธนาคาร กรุงเทพ ลดให้ 2 ปี แต่ต้องเป็นรายที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและขึ้นกับการพิจารณาของธนาคารด้วย
ดังนั้น แต่ละคนอาจได้รับผลกระทบแตกต่างกันให้เลือกวิธีผ่อนชำระที่เหมาะสมกับรายได้และกระเป๋าสตางค์ในมือ แต่ถ้ายังพอมีศักยภาพ แนะนำให้เลือกชำระตามปกติ เพราะจะช่วยให้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติม หนี้ไม่เพิ่ม และบางธนาคารให้สิทธิพิเศษปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกด้วย
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,566 วันที่ 16 - 18 เมษายน พ.ศ. 2563






