
การพัฒนาของธุรกิจ ธนาคารในโลกดิจิทัล
ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (ฺฺฺBig Data) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ได้เปลี่ยนโฉมการทำธุรกิจในทุกภาคอุตสาหกรรม และหนึ่งในธุรกิจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงคือ ธุรกิจตัวกลางทางการเงินอย่าง “ธุรกิจธนาคาร” ที่ผู้ใช้ บริการล้วนต้องการผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงได้ง่าย ราคาถูก และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล (Customization) ด้วยเหตุนี้หลายปีที่ผ่านมา ทุกธนาคารจึงพยายามนำเสนอบริการทางการเงินรูปแบบดิจิทัล และใช้ประโยชน์จากข้อมูลของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะข้อมูลพฤติกรรม เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคน
อย่างไรก็ดี การปรับตัวของภาคเอกชนผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ อาจยังไม่พอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่จะยกระดับของระบบธนาคารไทยไปสู่ยุคดิจิทัลและทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์มาก คือ การพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้การทำธุรกรรมทางการเงินในโลกใหม่ ถูก สะดวก ปลอดภัย และสามารถเชื่อมโยง (Interoperability) ระหว่างธนาคารได้
ที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของระบบการเงินไทย เช่น PromptPay และ Standard QR payment ที่นอกจากจะทำให้การโอนและชำระเงินสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดการลดค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคาร ซึ่งเป็นการลดต้นทุนให้กับผู้ใช้บริการและระบบการเงินโดยรวม หรือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยืนยันตัวตนดิจิทัล ที่จะเป็นรากฐานในการทำธุรกรรมแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยผู้ใช้บริการสามารถเปิดบัญชีได้โดยไม่ต้องไปที่สาขา จากการพิสูจน์และยืนยันตัวตนข้ามธนาคารผ่านแพลตฟอร์มเนชั่นแนลดิจิทัล ไอดี (National Digital ID: NDID) ปัจจุบันโครงการพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่าน NDID อยู่ระหว่างทดสอบในวงจำกัดภายใต้ regulatory sandbox ของธปท.
ทั้งนี้ ข้อมูลของผู้ใช้บริการปัจจุบันไม่ได้มีแค่ข้อมูลภาคการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงข้อมูลพฤติกรรมอื่นๆ หรือที่เรียกว่า Alternative Data เช่น ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ ข้อมูลการซื้อของออนไลน์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ มีศักยภาพสูงที่จะช่วยส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินของคนไทย โดยเฉพาะการนำมาใช้วิเคราะห์ความเต็มใจหรือความสามารถในการชำระหนี้ (willingness and ability to pay) สำหรับการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ลดต้นทุนดำเนินงานจากการใช้เจ้าหน้าที่ และยังบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้นทำให้อัตราหนี้เสียอยู่ในระดับตํ่า ที่สำคัญคือ เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถพิสูจน์รายได้ได้ชัดเจน เช่น ผู้ทำอาชีพค้าขาย ผู้ไม่มีรายได้ประจำ และ SMEs ขนาดเล็ก ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย อนุมัติเร็วขึ้น และในราคาที่ถูกลง
ทั้งนี้ ยังมีโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องพัฒนาเช่น มาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูล (API standard) ที่ในอนาคตลูกค้าจะสามารถขอให้ธนาคารส่ง bank statement ไปให้ธนาคารอื่นหรือสถานทูตโดยตรงผ่านช่องทางดิจิทัลสำหรับขอสินเชื่อหรือขอวีซ่าแทนการขอในรูปแบบกระดาษ หรือ ระบบจัดการให้สิทธิและความยินยอม (consent management) ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถกำหนดรูปแบบและระยะเวลาของการให้ความยินยอมสิทธิการใช้ข้อมูลแก่สถาบันการเงินได้ด้วยตนเอง โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะพัฒนาภาคธนาคารไทยให้ขับเคลื่อนเข้าสู่ระบบการเงินแบบดิจิทัลได้อย่างแท้จริง เพื่อให้ประชาชนมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการ ภายใต้ระบบที่มีเสถียรภาพ มีการแข่งขันจากผู้ให้บริการที่หลากหลายและคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม
คอลัมน์ยังอีโคโนมิสต์
โสภณ วิจิตรเมธาวณิชย์
ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)






