
SSF แผลงฤทธิ์ ดันหุ้นขึ้นเฉียด8%
โบรกเผยกองทุน SSF ได้ผล ดันดัชนีหุ้นไทย 1-9 เมษายน 2563 บวก 7.52% รับแรงซื้อกลุ่มสถาบันคึกคัก 5,800 ล้านบาท ชี้ Work from home ทำนักลงทุนบางส่วนรัดเข็มขัด คาดล็อกดาวน์เริ่มชะลอลง มีโอกาสไหลเข้ามากกว่าเดิม ด้าน PTT อานิสงส์หุ้นยอดฮิตของกองทุนเด้ง 16%
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา(โควิด-19) ที่กระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย ทำให้ต้องมีมาตรการออกมาช่วยพยุงเม็ดเงินที่หายไปจากการขายลดความเสี่ยงของนักลงทุน ซึ่งหนึ่งในมาตรการช่วยเหลือคือ การออกกองทุนเพื่อการออม (Super Savings Fund:SSF) ที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดยสามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกิน 200,000 บาท ไม่รวมวงเงินลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน SSF กรณีปกติ และต้องระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น
ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้อนุมัติจัดตั้งกองทุน 18 กองทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) 14 แห่ง เพื่อเสนอขายเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน โดยพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1-9 เมษายน 2563 ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น 7.52% และมูลค่าซื้อขายสะสมของกลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ที่ 5,827.48 ล้านบาท
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การขายกองทุน SSF พิเศษ ระยะเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยพยุงตลาดหุ้นนั้น มองว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนและได้ผลดีระดับหนึ่ง สะท้อนจากดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่เริ่มขายกองทุน จนถึงวันที่ 9 เมษายน 2563 ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 7.52% รวมถึงมีแรงซื้อจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันอีก 5,800 ล้านบาท โดยกองทุนที่เสนอขาย 18 กองทุน พบว่า ทุกกองทุนมีกำไรและหน่วยลงทุนปรับขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้คาดว่า ในระยะ 3 เดือนจากนี้ จะมีเงินเข้าจากการซื้อกองทุน SSF ประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ร้อนแรงเหมือนการเข้าซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่เฉลี่ยปีละ 60,000-70,000 ล้านบาท เพราะกองทุน SSF มีข้อจำกัดในการซื้อได้สูงสุดเพียง 200,000 บาท ส่วนกองทุน LTF ซื้อสูงสุดได้ 500,000 บาท นอกจากนี้ มองว่า ปัจจุบันที่มีการ Work from home ทำให้นักลงทุนบางส่วนยังรัดเข็มขัดอยู่ แต่หากระยะเวลาการล็อกดาวน์เริ่มชะลอลง มีโอกาสที่เงินจะไหลเข้ามากกว่าตอนนี้
ขณะที่หุ้นที่ได้รับความนิยมเข้าลงทุนของกองทุนรวมอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)(PTT) ยังได้ประโยชน์จากการขายกองทุน SSF โดยตั้งแต่วันที่ 1-9 เมษายน 2563 ปรับเพิ่มขึ้น 5 บาท หรือ 16.26% สูงกว่าการปรับขึ้นของดัชนีหุ้นไทย และสวนทางกับราคานํ้ามันดิบโลกที่มีความผันผวนในปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 24 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากอดีตที่อยู่ที่ประมาณ 42 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งในเบื้องต้นสอดคล้องกับการลงทุนของกองทุนที่ส่วนใหญ่เตรียมลงทุนในหุ้นตัวเดิมๆ
“การเข้ามาของกองทุน SSF ถือว่าเข้ามาถูกที่ถูกเวลา เพราะช่วยพยุงตลาดหุ้นได้ดี รวมถึงเป็นแรงหนุนทดแทนกองทุนแอลทีเอฟได้ส่วนหนึ่ง จากช่วงที่ยังไม่มีกองทุน SSF ในช่วง 1- 2 เดือนแรก มีการเทขายในกองทุนแอลทีเอฟ ที่ครบกำหนดขายได้ โดยขายแล้ว 53,000 ล้านบาท จากที่ประเมินว่าจะมีประมาณ 140,000 ล้านบาท”
นอกจากนั้น ประเมินว่า แรงขับเคลื่อนตลาดจากเม็ดเงินกองทุนแอลทีเอฟที่หายไป อาจได้แรงชดเชยมาจากกองทุน SSF เงื่อนไขพิเศษเพียงบางส่วน ซึ่งสมมติฐานทุกๆ 10,000 ล้านบาท จะช่วยพยุงดัชนีหุ้นประมาณ 2% ดังนั้น คาดว่าจะทำให้ดัชนีหุ้นไทยตอบสนองเชิงบวกได้ในระยะสั้น ส่วนในระยะกลางถึงยาว ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการควบคุมสถานการณ์ไวรัสโควิด-19
หน้า 13-14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,565 วันที่ 12-15 เมษายน 2563






