
อีกฉากชีวิต บัณฑูร ลํ่าซำ ลุยฟื้นป่าน่าน
ไม่มีงานเลี้ยงไหน ไม่เลิกรา หลังจากทำแบงก์มากว่า 40 ปี วันนี้คุณปั้น หรือ “บัณฑูร ลํ่าซำ” ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา ถึงเวลาส่งไม้ต่อให้ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รักษาการประธานกรรมการ และนางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 2 แม่ทัพหญิงที่จะนำพาธนาคารกสิกรไทยให้ก้าวเดินจากนี้ไป
วันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา คุณปั้น จึงถือโอกาสกล่าวลาวงการธนาคารผ่าน FB Live K x Press เพื่อมุ่งหน้าสู่สิ่งที่อยู่ในความสนใจคือ ด้านการเกษตรและการพัฒนาป่าต้นนํ้าขนาดใหญ่ของประเทศ อย่างป่าต้นนํ้าน่าน ซึ่งคุณปั้นระบุว่า เป็นความสนใจส่วนตัว ก่อนจะดึงธนาคารกสิกรไทย เข้ามีส่วนร่วมในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
นายบัณฑูร ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่วางหมากในใจมานานแล้ว ได้จับชิ้นส่วนและองค์ประกอบต่างๆ จนครบ จึงสามารถส่งต่อได้ด้วยความสบายใจและมั่นใจว่า คนที่รับช่วงต่อจากนี้ไม่ใช่แค่แม่ทัพ 2 ท่านเท่านั้น แต่รวมทั้งคณะทำงานทุกระดับล้วนมีความพร้อมที่จะทำงานด้านนี้ต่อไปได้ ซึ่งการส่งไม้ต่อจังหวะที่กำลังวุ่นวาย เป็นการทดสอบทีมใหม่ดีที่สุด ถ้ารับมือกับงานตอนนี้ได้ ก็จะสามารถสอบผ่านและรับงานต่อไปได้
“คุณกอบกาญจน์ เป็นคนเก่งที่มีประสบการณ์ทางภาคธุรกิจภาครัฐทำให้มีมุมมองหลากหลาย และเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับความมีคุณธรรม จึงได้มีความมั่นใจว่า เธอจะเป็นประธานกรรมการคนต่อไป ของธนาคารกสิกรไทยได้ ส่วนคุณขัตติยา ก็เป็นคนเก่ง ในแวดวงของการบริหารทำงานกันมาเป็นเวลานานมีความเฉียบคมในความรู้ทางเทคนิค ของการเงิน การจัดการ มีความเมตตาสูงและเป็นที่รักของทุกคน จึงเป็นเวลาของเธอที่จะต้องรับโจทย์ยากนี้ ซึ่งก็เชื่อว่าจะทำงานนี้ได้ดี”
นายบัณฑูร ระบุว่ามีคำเตือน 4 ข้อ ที่บอกทีมผู้บริหารไปแล้วคือ “อย่ามั่ว อย่าไม่คำนวณ, อย่าชุ่ย และอย่าเหยียบตีนกัน”
อย่ามั่ว คือ ความไม่ชัดเจน ตกลงกันอย่างออกไปทำอีกแบบ ก็แก้ปัญหาใหญ่ไม่ได้
อย่าไม่คำนวณ คือ ถ้าพูดโดยไม่มีตัวเลขกำกับ ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะการพูดลอยๆ พูดสวยๆ เป็นนามธรรม แต่หากไม่มีตัวเลขกำกับ ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้
อย่าชุ่ย คือทุกอย่างต้องมีความระมัดระวัง
อย่าเหยียบตีนกัน คือรักษาความสัมพันธภาพของคนที่อยู่ใน ทีมงานเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์
สำหรับธนาคารกสิกรไทย ในแง่ความเป็นเจ้าของปัจจุบันเหลือหุ้นน้อยเต็มที เนื่อง จากละลายหายไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่ยังทิ้งชื่อและนามสกุลที่ทิ้งไว้ ซึ่ง “ลํ่าซำ” ก็แยกย้ายกันไปทำในหลายเรื่อง ซึ่งการทำธุรกิจธนาคาร ไม่เกี่ยวกับสัดส่วนผู้ถือหุ้นว่าเต็มตัวหรือไม่เต็มตัว แต่ธนาคารควรจะสามารถเป็นกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหรือสร้างงานโดยถ้วนหน้า หรือปล่อยสินเชื่อโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหาย แต่กระแสปัจจุบันคือ ธนาคารต้องไม่ปล่อยสินเชื่อในโครงการที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม แต่หวังว่า จะเกิดการพัฒนาสินค้าดีๆ ให้ประชาชนได้ใช้
อย่างไรก็ตาม กสิกรไทยเอง ก็มีจุดอ่อนเหมือนกับทุกสถาบัน ทุกธุรกิจ เช่น ความประมาท การไม่วางแผนให้รัดกุมในการพัฒนาสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นความไม่ยั่งยืนของธุรกิจ เพราะธุรกิจจะถูกแทนได้ทั้งนั้น ที่สำคัญ การหลงระเริงกับความสำเร็จหรือการทะเลาะเบาะแว้งกันไม่มีทางที่จะสร้างความ แข็งแกร่งของธุรกิจในอนาคต
“สำหรับผมเป็นมิติใหม่ เป็นการเริ่มต้นอีกฉากของชีวิต วันนี้สามารถพูดได้เต็มปากว่า พอสมควรแก่เวลา ถือว่าส่งต่อได้อย่างดี มีคำถามว่า ผมกังวลอะไรไหม นอกจากไม่กังวลแล้ว ผมยังรู้สึกมีความสุข ไม่ต้องทำงานซํ้าๆ หาของใหม่ทำที่น่าสนใจ แต่ทุกอย่างต้องทำไปด้วยกัน ใครมีกำลังมากก็ช่วย สถาบันการเงินมีทรัพยากรเงิน มีงบประมาณ หรือมีบุคลากร ก็ช่วยได้ ซึ่งหลายคนก็ทำกันอยู่อย่างนี้ งั้นวันนี้ ก็ต้องถือว่า จบฉากเดิมอย่างสบายใจ”
หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,565 วันที่ 12-15 เมษายน 2563






