thansettakij
thansettakij
KBS สู้โควิด-19  เดินหน้าขายกองKBSPIF

KBS สู้โควิด-19 เดินหน้าขายกองKBSPIF

30 มี.ค. 63 | 02:10 น.
อัปเดตล่าสุด :30 มี.ค. 63 | 07:36 น.

 

“หากไม่จำเป็น จะไม่มีการเลื่อนแผนการเสนอขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มนํ้าตาลครบุรี หรือ KBSPIF ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้” นายอิสสระ ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการ บริษัท นํ้าตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) (KBS) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายนํ้าตาลทรายอย่างครบวงจรกล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรโนา (โควิด-19) ที่แพร่เชื้อกระจายไปทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 
และแน่นอนว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ย่อมได้รับผลกระทบในแง่ของผลการดำเนินงาน ซึ่งในปีนี้ต้องยอมรับว่าสาหัสตั้งแต่เริ่มต้นปีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม นายอิสสระ กล่าวยอมรับว่า ผลการดำเนินงานปี 2563 จะหดตัวลงจากปี 2562 จากสาเหตุหลักคือภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี ทำให้ผลผลิตอ้อยและปริมาณนํ้าตาลลดลงอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนถึง 40% รวมถึงไวรัสโควิด-19 กดดันราคานํ้าตาลให้ปรับลดลง แต่คาดว่าผลการดำเนินงานจะเริ่มดีขึ้นในปี 2564 จากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง โดยเชื่อว่า ความต้องการบริโภคนํ้าตาล ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

เชื่อว่าจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังสถานการณ์เริ่มเบาบาง แม้ปัจจุบันจะประสบปัญหาขาดแคลนนํ้าตาล
ทั่วโลก แต่แค่ระยะสั้น 2-3 เดือนเท่านั้น        

 

“แม้จะเจอกับวิกฤติ จากการที่ไม่ได้ก่อขึ้นเอง แต่เราได้เตรียมแผนรับมือแล้ว โดยเน้นบริหารพื้นที่เพาะปลูก รักษาปริมาณและคุณภาพผลผลิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตรายย่อยและ
ผู้บริโภคทั่วไปทั้งในประเทศและตลาดส่งออกในทวีปเอเชีย และนำผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตมาสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่ใช้กากอ้อยเป็นเชื้อเพลิง เป็นต้น รวมถึงได้บริหารต้นทุน ควบคุมค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่งด้วย”

 

นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่ใช้กากอ้อยเป็นเชื้อเพลิง ดำเนินการโดยบริษัท ผลิตไฟฟ้าครบุรี จำกัด (KPP) ที่ KBS ถือหุ้นอยู่ 99.99% มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 73 เมกะวัตต์ ซึ่งมีสัญญาจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทย (กฟผ.) 22 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) 
16 เมกะวัตต์ ซึ่งธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในปี 2562 ทำรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับหน่วยงานภาครัฐ 728 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119.5 ล้านบาท หรือ 19.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 608 ล้านบาท จากปริมาณจำนวนหน่วยในการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

 

อิสสระ ถวิลเติมทรัพย์

 

จากการดำเนินการโรงไฟฟ้าชีวมวลต่อยอดมาถึงการตั้งกองทุนรวม KBSPIF ซึ่งได้ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว โดยจะเสนอขายหน่วยลงทุนไม่เกิน 2,800 ล้านบาท เพื่อระดมเงินไปลงทุนในโรงงานนํ้าตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และรวมถึงโครงการอื่นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่ม KBS ด้วย

 

“แผนการขายหน่วยลงทุน กำหนดช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ แม้ว่าจะมีสถานการณ์ตลาดที่ผันผวน และไวรัส
โควิด-19 ที่คอยกดดัน แต่คาดว่าจะไม่เลื่อนการขายออกไป หากสถานการณ์ไม่ได้แย่ไปกว่านี้ และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจริงๆ ซึ่งการก่อสร้างโรงงานและโรงไฟฟ้ายังคงดำเนินการต่อเนื่อง คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในช่วงปลายปีนี้”        

 

สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้น ไม่ได้กังวลอะไร เพราะเป็นไปตามสถานการณ์ที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งราคาหุ้นหลายบริษัทปรับลงตํ่ากว่าราคาพื้นฐาน แต่มั่นใจว่า พื้นฐานบริษัทยังแข็งแกร่ง จากความต้องการบริโภคนํ้าตาลที่ยังมีอีกมาก การส่งออกไม่มีปัญหา หากไม่มีการหยุดขนส่ง ขณะที่กองทุนรวม KBSPIF มีการการันตีรายได้ที่แน่นอน ผลตอบแทนชัดเจน จึงแนะนำว่า เป็นโอกาสที่นักลงทุนจะเลือกพิจารณาลงทุนได้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนเช่นนี้

 

ทั้งนี้บริษัทกลุ่มนํ้าตาล KBS จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2508 ประกอบธุรกิจรวม 54 ปี เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมนํ้าตาลในจังหวัดชลบุรี ก่อนขยายกิจการไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดนครราชสีมา จากนั้นได้แปรสภาพเป็น Listed Company เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 และเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2554 ปัจจุบัน KBS มีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วทั้งสิ้น 600 ล้านบาท

 

หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,561 วันที่ 29 มีนาคม - 1 เมษายน 2563