
EIC คาดกนง.หั่นดอกเบี้ยลงอีก 0.25% วันที่ 25 มี.ค.นี้
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธ.ไทยพาณิชย์ หรือ EIC คาด กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุม 25 มี.ค.นี้ เพื่อผ่อนคลายภาะการเงินและประคองศก.ที่เข้าสู่ภาวะหดตัว คาดศก.ไทยปี 63 กรณีเลวร้าย ติดลบ 2%
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (Economic Intelligence Center )หรือ EIC คาด กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 25 มีนาคม 2020 นี้ หรืออย่างช้าภายในไตรมาส 2 ปีนี้ และอาจมีมาตรการด้านอื่น ๆ ออกมาเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า โดยเหตุผลที่ EIC คาดว่า กนง. จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก คือ
1.เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวลงมากกว่าที่คาดไว้เดิม และความเสี่ยงด้านต่ำของทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยก็เพิ่มมากขึ้น โดยภาวะการระบาดของ COVID-19 ในไทยล่าสุดที่เริ่มรุนแรงขึ้น ทำให้ EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2563 อาจหดตัวมากกว่าประมาณการเศรษฐกิจในกรณีเลวร้าย (Worse case scenario: ที่ -2.0% YOY) ซึ่งเป็นการหดตัวที่มากกว่าที่คาดไว้เดิมมาก
2.ภาวะการเงินยังคงตึงตัวเพิ่มขึ้น ในช่วงที่ผ่านมาภาวะการเงินของไทยตึงตัวเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (จากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนมีแนวโน้มที่จะติดลบในปีนี้ ตามราคาพลังงานที่ลดลง รวมถึงการชะลอตัวลงของอุปสงค์ในประเทศ), การระดมทุนที่ถูกเลื่อนออกไปหรือทำได้ยากขึ้นทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น รวมถึงการชะลอตัวลงของสินเชื่อ ดังนั้น EIC จึงประเมินว่า กนง. น่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมเพื่อเป็นการผ่อนคลายภาวะการเงิน
3.แม้มีการออกมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องและเสถียรภาพในตลาดพันธบัตรแล้ว กนง. อาจต้องลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ร่วมตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนสูง แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยในวันที่ 23 มี.ค. จะปรับลดลงมาบ้าง อย่างไรก็ดี EIC มองว่า กนง. ยังอาจต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติมเพื่อกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับลดลงอีกต่อเนื่อง และให้อัตราดอกเบี้ยที่เสนอโดยธนาคารพาณิชย์ลดลงเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนไทยต่อไป
นอกจากนโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยแล้ว กนง. น่าจะใช้นโยบายอื่นประกอบเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ตัวอย่างเช่น การใช้ Forward guidance ในการสื่อสารถึงมุมมองการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปที่ชัดเจน ซึ่งอาจรวมไปถึงจุดต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ กนง. ประเมิน หรือเงื่อนไขที่จะทำให้ กนง. ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (ทั้งขาขึ้นและขาลง)
นอกจากนี้ อีกมาตรการหนึ่งที่ กนง. สามารถนำมาใช้ได้คือ การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (targeted soft loan) ผ่านธนาคารพาณิชย์เพื่อให้นำไปปล่อยให้แก่ภาคธุรกิจหรือครัวเรือนที่เผชิญปัญหาด้านสภาพคล่องในช่วงที่เกิดวิกฤต COVID-19 นี้ ซึ่ง EIC มองว่าการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนี้จะเป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพของการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากมาตรการนี้จะเป็นการส่งเสริม (เพิ่ม incentive) ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยสินเชื่อมากขึ้น (เพราะต้นทุนด้านดอกเบี้ยของโครงการจะอยู่ในระดับต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในตลาดเงิน) ซึ่งจะทำให้สินเชื่อในระบบไม่หยุดชะงักลงในภาวะที่ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง สำหรับมาตรการด้านอื่น ๆ นั้น EIC เชื่อว่าการผ่อนคลายนโยบายการคลังเพิ่มเติมน่าจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปและกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ






