
ดาวโจนส์ปิดร่วง 582.05 จุด เมินเฟดออกมาตรการกระตุ้นครั้งใหญ่
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดเมื่อคืนนี้ (23 มี.ค.) ร่วงลง 582.05 จุด หรือ -3.04% อยู่ที่ 18,591.93 จุด ดัชนี Nasdaq ลดลง 18.84 จุด หรือ -0.27% ปิดที่ 6,860.67 จุด และดัชนี S&P500 ลดลง 67.52 จุด หรือ -2.93% ปิดที่ 2,237.40 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในวงเงินไม่จำกัด ด้วยการเข้าซื้อหุ้นกู้ของภาคเอกชนเป็นครั้งแรก โดยจะซื้อหลักทรัพย์ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในขั้นน่าลงทุน ทั้งในและนอกตลาด รวมทั้งจะเข้าซื้อกองทุน ETFs รวมทั้งการที่เฟดจะเพิ่มวงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์สำหรับโครงการปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจ และโครงการสินเชื่อที่มีสินทรัพย์ค้ำประกันที่มีการใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงิน
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์โรเบิร์ต ดับเบิลยู บาร์ด กล่าวว่า ความพยายามของเฟดได้ถูกบดบังด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสโคโรนา (โควิด-19 )โดยเฉพาะอย่างอย่างยิ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่หลายรัฐในสหรัฐได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอความชัดเจนว่า สภาคองเกรสสหรัฐจะอนุมัติมาตรการเยียวยาชาวอเมริกันและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ โดยขณะนี้มาตรการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการอภิปรายของวุฒิสภา
รายงานระบุว่ามีรัฐ 13 แห่งจากจำนวน 50 แห่งในสหรัฐได้ประกาศมาตรการห้ามประชาชนเดินทางสัญจร เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้สหรัฐมีแนวโน้มที่จะเป็นเหมือนประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป ซึ่งรวมถึงอิตาลีและสเปน ที่ดำเนินการล็อกดาวน์ไปแล้วก่อนหน้านี้
ด้านนายเจมส์ บุลลาร์ด ประธานเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ เตือนว่า อัตราว่างงานในสหรัฐอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 30% ในไตรมาส 2 ปีนี้ อันเนื่องมาจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้ ซึ่งหากการคาดการณ์ของนายบุลลาร์ดเกิดขึ้นจริง ก็เท่ากับว่าอัตราว่างงานในสหรัฐจะพุ่งขึ้นรุนแรงกว่าในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) และพุ่งขึ้นถึง 3 เท่าจากระดับอัตราว่างงานในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยเมื่อปี 2550-2552






