thansettakij
thansettakij
ศก.ทรุดหนัก   แห่ปรับเป้าปี 63

ศก.ทรุดหนัก  แห่ปรับเป้าปี 63

23 มี.ค. 63 | 06:35 น.

แบงก์ปรับลดจีดีพีอีกระลอก หลังพิษไวรัสแรงกว่าคาด KKP Research มอง-2.4% สแตนชาร์ตชี้หดตัว 1% เสนอ ธปท.ลดดอกเบี้ยอีก 0.75% กรุงไทยห่วงรายย่อยกระทบหนักขณะที่ศูนย์วิจัยกรุงศรี อยุธยามองทั้งปีติดลบ 0.8%

 

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19) มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยจำนวนผู้ติดเชื้อนอกจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สำนักวิจัยหลายแห่งต่างทยอยปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทย ปี 2563 ลง

KKP Research ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยลงอีกครั้งจาก -0.4% เป็น -2.4% หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) รุนแรงและขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ และยังมีผลกระทบอีกระลอกจากการยกระดับมาตรการควบคุมการระบาดในไทยเอง

นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ประเมินว่าจีดีพี ปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวถึง 1% และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% เหลือ 0.25% ณ สิ้นปีนี้ 

“เราคาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)วันที่ 25 มีนาคม จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% และหลังจากนั้นเป็นไปได้ที่กนง.อาจเรียกประชุมฉุกเฉินและปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อคาดการณ์ครั้งนี้คือ เศรษฐกิจไทยที่ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว การระบาดของไวรัสโคโรนา และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ลดลงตํ่าสุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2542”

 

ศก.ทรุดหนัก   แห่ปรับเป้าปี 63

ทิม ลีฬหะพันธุ์

ด้านนายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทยกล่าวถึงแนวโน้มการขยายตัวของจีดีพีปีนี้ว่า มีโอกาสจะปรับลดลงตํ่ากว่า 1.5% ค่อนข้างมาก โดยปัจจัยหลักมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมมากขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ ส่วนทิศทางดอกเบี้ยนโยบายนั้นในการประชุมกนง.วันที่ 25 มีนาคมนี้มีโอกาสที่กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยลงในอัตรา 0.25% หรือมากกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งแนวโน้มประมาณการจีดีพีที่ชะลอตัวมากขึ้นและแนวโน้มการแพร่ระบาดของไวรัสที่ยังไม่เห็นทิศทางชัดเจน โดยเฉพาะมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและงดการเดินทาง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส จะกระทบต่อประชาชนรายย่อยมากที่สุด โดยเฉพาะแรงงานในส่วนกลางที่มีประมาณ 5 ล้านคน แบ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน,ลูกจ้างประจำราว 3 ล้านคน เริ่มทำงานจากที่บ้าน ส่วนที่เหลืออีก 2 ล้านคนที่เป็นผู้มีรายได้ไม่ประจำหรือรายได้ไม่แน่นอน เช่น ร้านค้า แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ ร้านตัดผม แม้กระทั่งกลุ่มอาชีพอิสระ ติวเตอร์ หรือจัดอีเวนต์ต่างๆ เหล่านี้จะได้รับผลกระทบก่อน และถ้าในลำดับต่อไปทางการจะลดโอกาสการติดเชื้อก็ย่อมกระทบอย่างแน่นอน“ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้เหลือ 1.5% แต่ตอนนี้ผลกระทบจากไวรัสค่อนข้างแรงกว่าที่เราเคยมองไว้ ดังนั้นปีนี้โอกาสที่จีดีพีจะเติบโตตํ่ากว่านี้มาก ซึ่งมีความเป็นห่วงประชาชนรายย่อยที่ส่วนใหญ่มีกันชนค่อนข้างน้อยเมื่อเศรษฐกิจชะลอ แต่รอบนี้มาตรการลดโอกาสติดเชื้อไวรัส ด้วยการให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้าน จะกระทบแรงงาน 2 ล้านคนก่อน”

นายสมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า ธนาคารได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ติดลบ 0.8% ทั้งปี 2563 จากเดิมคาดไว้ที่ระดับ 1.5% โดยอยู่บนสมมติฐานการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)ที่มีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีโอกาสจะลดลงเหลือ 27.8 ล้านคนจากเดิมคาดไว้ 38 ล้านคน ขณะที่การส่งออกและนำเข้าติดลบ -6.0% และ -9.0% ตามลำดับ การลงทุนภาคเอกชนติดลบ-1.5% จากเดิมคาดไว้ ขยายตัว 1.3% ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 0.8% จากเดิม 1.1% ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 0.9% จากเดิม 2.5% และการบริโภคภาครัฐขยายตัว 2.0% จากเดิมคาด 2.4% 

 

หน้า 13-14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,559 วันที่ 22-25 มีนาคม 2563