
ต่างชาติทิ้ง หุ้น-บอนด์ ฉุดบาทอ่อน
ตลาดเงินแนะธปท.คุมบาทอย่าให้หลุด 33.50 บาท/ดอลลาร์ เพราะหากเอาไม่อยู่ อาจทำให้นักลงทุนหนีออกนอกประเทศแน่ เหตุไม่มั่นใจ ชี้การแพร่ระบาดของไวรัส ฉุดความเชื่อมั่นลดลงทั้งโลก หนุนนักลงทุนขายทิ้งทั้งหุ้นและพันธบัตรหันลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย ดันบอนด์ยีลด์ขยับเพิ่ม กระทบต้นทุนผู้ประกอบการ
หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจต่อค่าเงินในเอเชีย เพราะเป็นตลาดที่่ต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว ทำให้ค่าเงินในเอเชียรวมถึงเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตามเม็ดเงินทุนต่างประเทศที่ไหลออกต่อเนื่อง โดยระหว่างวันที่ 1-18 มีนาคม เงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ โดยไหลออกจากหุ้นสุทธิ 55,701 ล้านบาท และเมื่อรวมตั้งแต่ต้นปีถึง18 มีนาคมขายสุทธิ 92,652 ล้านบาท มากกว่าทั้งปี 2562 ที่มียอดขายสุทธิ 45,245 ล้านบาท
ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ระหว่าง 1-18 มีนาคม ต่างชาติลดการถือครองสุทธิ 64,372 ล้านบาท เมื่อรวมตั้งแต่ต้นปีถึง18 มีนาคม ต่างชาติลดการถือครองตราสารหนี้สุทธิ 73,379 ล้านบาทมากกว่าปี 2562 ทั้งปีที่ลดการถือครองสุทธิ 69,616 ล้านบาท ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) อายุ 2 ปีขึ้นมาอยู่ที่ 1.08% จากที่เคยอยู่ที่ 0.64% อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.81% สูงสุดนับจากเดือนสิงหาคม 2562 จากที่เคยลดลงไปตํ่าสุดที่ 0.83% ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงเข้าอัดฉีดสภาพคล่องผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อเนื่อง รวมยอดการเข้าซื้อตั้งแต่ 13-19 มีนาคม กว่า 1 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหว ของเงินบาทตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2563 เงินบาทอ่อนค่า 8.3% ขณะที่สกุลเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) อ่อนค่าลงราว 19-25% ซึ่งทำให้อำนาจการซื้อลดลง 1 ใน 4 ซึ่งมุมมองของตลาดเงินประเมินว่า โอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาได้ภายในปีนี้ดูยากมาก เพราะยิ่งสกุลเงินประเทศไหนอ่อนค่า จะเห็นปรากฏการณ์นักลงทุนขายทิ้งหุ้นและพันธบัตร ทำให้ทั้งรัฐบาลหรือธนาคารกลางของแต่ละประเทศต้องประกาศมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ
ธาดา พฤฒิธาดา
นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การอัดฉีดสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรกว่า 100,000 ล้านบาทของธปท.นั้นเป็นเรื่องปกติที่ธนาคารกลางทั่วโลกต้องดำเนินการ เพื่อลดความผันผวนในตลาดพันธบัตรและเสริมสภาพคล่องซึ่งคาดว่าจากนี้ตลาดจะเข้าสู่ระดับปกติ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้วย ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มยอมรับแล้วว่าต้องรอให้สถาน การณ์คลี่คลายก่อน
“มองว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ได้กระทบต่อตลาดตราสารหนี้โดยตรง แต่กระทบในแง่เศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งรัฐบาลควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนเป็นหลักและมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดให้ชะลอลง คาดว่าหลังสถานการณ์ดีขึ้น ทุกอย่างจะดีขึ้นตามและตลาดตราสารหนี้จะเกิดสมดุลขึ้นเอง”
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักวิเคราะห์ตลาดการเงินและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ฯ กล่าวว่า สมัยก่อนเมื่อมีการอัดฉีดสภาพคล่อง (คิวอี) ของธนาคารกลางจะมีเงินไหล ออกไปอีกประเทศหนึ่ง แต่ปัจจุบันทุกประเทศต่างมีปัญหา จึงน่าจะเห็นภาพของการเก็บเงินไว้ในประเทศตัวเองก่อน จึงไม่คิดว่า การทำคิวอีจะช่วยแก้ปัญหาได้มาก เพราะตอนนี้คนไม่ต้องการให้แก้ปัญหาสภาพคล่อง แต่ต้องแก้ที่ความกลัว เพราะขณะนี้คนกลัว 2 อย่างคือกลัวตายและกลัวตกงาน ดังนั้น รัฐบาลควรทำนโยบายรองรับการตกงานเป็น อันดับแรกก่อน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นว่า จะมีรายได้ใช้ในชีวิตประจำวัน
แนวโน้มถ้าดูจากความผันผวนปัจจุบันและประเด็นทั้งหมดที่ยังไม่ได้แก้ไข เงินบาทมีโอกาสที่จะอ่อนค่าต่อไตรมาส 2 เต็มที่คือที่ 33.50 บาท/ดอลลาร์ แต่อย่าให้อ่อนค่าไปกว่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบความเชื่อมั่น ดังนั้น ปัญหานักลงทุนขายพันธบัตรรัฐบาลและดันบอนด์ยีลด์ขึ้น แต่การที่บอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปีจะอยู่ที่ศูนย์หรือ 1.3 หรือ 2% ไม่กระทบความเชื่อมั่นอยู่แล้ว แต่หากเงินอ่อนค่ามากๆ คนจะหนีออกนอกประเทศ
ดังนั้น การที่ธปท.พยายามดูแลค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าไปมาก คาดว่าจะใช้เงินไม่ถึง 1 แสนดอลลาร์ ซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะมีหน้าตักกว่า 2 แสนดอลลาร์ ซึ่งหากมองในเชิงบวกครึ่งปีหลัง ถ้าธุรกิจเริ่มกลับมาทำธุรกิจได้ ไตรมาส 3 หรือ 4 คาดว่าจะเห็นค่าเงินบาทจะกลับมาที่ระดับ 31.50 บาท/ดอลลาร์
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัย กสิกรไทย กล่าวว่า สกุลเงินของประเทศที่ติดเชื้อไวรัสกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนลงเช่นกัน และมองไปข้างหน้าทิศทางค่าเงินและภาวะเศรษฐกิจทั้งตลาดยังแกว่งตัว ซึ่งหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยและประกาศมาตรการคิวอี ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯมีแนวโน้มดีขึ้นดังนั้น ตลาดเงินจึงเห็นทิศทางเงินไหลออกทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร เพื่อเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยงไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินเยน หรือ สวิส ฟรังก์ รวมทั้งพันธบัตรสหรัฐฯ
หน้า 13-14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,559 วันที่ 22-25 มีนาคม 2563






