thansettakij
thansettakij
ได้เวลาติดเทอร์โบ บสย.

ได้เวลาติดเทอร์โบ บสย.

20 มี.ค. 63 | 06:37 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 64 | 13:25 น.

 

อย่างที่รู้กaันว่าปีนี้จะมีการ สรรหาผู้บริหารระดับสูงของธนาคารรัฐหลายแห่ง ทั้งจากการดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปีและอายุครบ 60 ปี โดยที่แต่งตั้งไปแล้วคือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และล่าสุดคือธนาคารออมสิน คณะกรรมการมีมติเห็นชอบตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมา โดยยังเหลือขั้นตอนการยื่นขอความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนที่ ปิดรับสมัครไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์คือ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง ประเทศไทย (EXIM BANK) ซึ่งหนึ่งในรายชื่อผู้สมัครคือนายรักษ์ วรกิจโภคาทร อดีตรองกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK และปัจจุบันคือ ผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2561 

นายรักษ์ วรกิจโภคาทร ผู้จัดการทั่วไป บสย. เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่อยู่ในสำมะโนธุรกิจมี 3 ล้านรายและยังมีนอกสำมะโนธุรกิจอีก 3 ล้านราย แต่มีคนที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกที่ ถูกทาง ถูกเวลา และถูกราคา ไม่ถึง 30% เพราะเอสเอ็มอีไทยจะมี 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ทรัพย์ท่วมหนี้ กับ กลุ่มที่หนี้ท่วมทรัพย์ ซึ่งกลุ่มที่มีทรัพย์ท่วมหนี้มีไม่ถึง 10% ภาพนี้จึงเป็นที่มาว่า แล้วคนที่หนี้ท่วมทรัพย์ การที่จะได้วงเงินจากธนาคารก็ต้องมีหลักทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งในการไปคํ้าประกัน

ได้เวลาติดเทอร์โบ บสย.

รักษ์ วรกิจโภคาทร

ดังนั้นบสย.จะทำหน้าที่เป็นหลักทรัพย์เหล่านั้น ทำหน้าที่เป็นนายประกันสินเชื่อว่า ถ้าลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ เป็นหนี้เสีย บสย.จะชดเชยเงินทั้งต้นและดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินที่เป็นคนปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้นั้น บสย. ก็คือ เครื่องมือของรัฐอย่างหนึ่งในการที่จะทำให้ดอกเบี้ยที่เคยอยู่ที่กว่า 20% หรือ 30% ลดลงมาที่ 10% หรือในที่สุดเหลือไม่ถึง 10% แต่ที่ผ่านมาคํ้าประกันได้ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาทเพราะเราทำหน้าที่อยู่ข้างหลัง ธนาคารต้นทางไม่ปล่อย เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ต้นทาง

วันนี้เราปรับการทำงานมาเดินคู่ขนานไปกับธนาคารเอสเอ็มอีสามารถเดินเข้ามาที่บสย.ได้ โดยที่บสย.ทำหน้าที่เป็นสะพาน หรือเป็นลูกกุญแจในการสะเดาะแม่กุญแจ โดยได้ทำข้อตกลงกับธนาคารในประเทศ 18 แห่ง และยังมีสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) สิ่งเหล่านี้ทำให้เงื่อนไขในการปล่อยวงเงินมีมากขึ้น เช่น เราสามารถที่จะให้ลูกหนี้เดินเข้ามาหาเรา เราทำหน้าที่ตรวจเช็กสุขภาพหนี้ก่อนว่า มีหนี้ผ่อนชำระดี สามารถจะเติมวงเงินได้อีกเท่าไหร่อันนี้เราเรียกว่าเครดิต สกอริ่ง

“เดิมเราเป็นแค่กระดาษ A4 2 ใบที่แนบท้ายสัญญาเงินกู้ เราไม่เคยเจอลูกค้าเลย เจอลูกค้าอีกทีก็วันที่เขาเป็นหนี้เสีย โดนตีทรัพย์ชำระหนี้ โดนเคลมเรียบร้อยแล้ว วันนี้เราเปลี่ยนใหม่ มาเจอหน้าก่อนที่จะได้วงเงินสินเชื่อ ผู้ประกอบการสามารถมีที่ปรึกษาทางการเงิน บสย.สามารถแนะว่า  ผู้ประกอบการ 1 รายแทนที่จะไปเจอแบงก์ 18 แบงก์กว่าจะได้วงเงินสินเชื่อ  เพราะถ้าต้องการเงิน 2 ล้านบาท ต้องหาแบงก์เฉลี่ย 6 แบงก์ วันนี้เดินมาหา บสย.บอกเลยว่า ธุรกิจคุณ งบบัญชีกำไรขาดทุนต่อปีเป็นแบบนี้ สภาวะหนี้แบบนี้ ควรจะไป 3 แบงก์นี้ใน 18 แบงก์  จากนั้นเราโทร.หาธนาคารที่เป็นเป้าหมายของลูกค้า เพื่อทำให้สินเชื่อเชื่อมกันได้เร็วขึ้น”

ผลของการปรับกระบวนการทำงาน ทำให้ยอดคํ้าประกันจาก 7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 9 หมื่นล้านบาท และจากเดิมที่ปล่อยคํ้าประกันต่อเดือนแค่ 6-7 พันล้านบาท เดือนล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 1.1 หมื่นล้านบาท ใบ L/C ที่เคยออกได้ไม่ถึง 8 พันฉบับ ล่าสุดเดือนที่ผ่านมาออกไปแล้ว 2.1 หมื่นฉบับและผลกำไรปี 2562 สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้เกือบ 30% ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนมิติการทำงานของคนในบสย.ทั้งหมด เพราะเรามีสาขาน้อยแค่ 11 สาขา มีพนักงานแค่ 350 คน ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั้ง 6 ล้านคนได้

ถามว่า พอใจในสิ่งที่ทำมั้ย เราเอาเรื่องตัวเลขที่มีผลดำเนินงานมากกว่าคาดพักไว้ก่อน แต่ที่วัดความสำเร็จคือ การปลุกให้เพื่อนพนักงาน 350 ชีวิตตื่นขึ้นมาจากภวังค์ จากเดิมที่มีความรู้สึกว่าลูกค้าต้องวิ่งเข้ามาธนาคารต้องวิ่งเข้า มา วันนี้เราวิ่งออกไปหาลูกค้า ทำให้เขารู้สึกว่า ทุกๆ วันที่เขามาทำงาน มันสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศชาติ  โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ทั้งที่บางงานที่เรารู้สึกว่า แทบจะไม่มีกำไร

ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีที่จะเป็นเป้าหมายการส่งออกนั้น อยากให้เขาเห็นความงามของตลาด CLMV ให้เห็นความงามของประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโต กำลังซื้อกำลังมา ไม่เพียงขายสินค้าให้กับเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมคล้ายเราแล้ว ยังสามารถใช้เป็นฐานในการผลิตเพื่อส่งออกไปประเทศที่ 3 ได้ด้วย เพราะลาวยังได้สิทธิ์จีเอสอีไปยุโรปด้วย

 

หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,559 วันที่ 22-25 มีนาคม 2563