thansettakij
thansettakij
บลจ.ไทยพาณิชย์ดีเดย์ 24 มี.ค. จ่ายปันผล 3 กองต่างประเทศรวม 27 ล้าน

บลจ.ไทยพาณิชย์ดีเดย์ 24 มี.ค. จ่ายปันผล 3 กองต่างประเทศรวม 27 ล้าน

19 มี.ค. 63 | 11:28 น.

บลจ.ไทยพาณิชย์จ่ายปันผล 3 กองทุนต่างประเทศ หุ้นอินเดีย-ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่-โกลบอลเฮลธ์แคร์ มูลค่ารวมกว่า 27 ล้านบาท

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัดเปิดเผยว่า บริษัทฯเตรียมจ่ายปันผลกองทุนต่างประเทศพร้อมกัน  3 กองทุน มูลค่ารวมกว่า 27 ล้านบาท ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2562 – 29 กุมภาพันธ์ 2563 คือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นอินเดีย (SCBINDIA) จ่ายปันผลในอัตรา 0.2133 บาทต่อหน่วย ซึ่งได้จ่ายระหว่างกาลแล้ว 0.1100 บาทต่อหน่วย คงเหลือจ่ายงวดนี้ 0.1033 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 8 รวมจ่ายปันผล 0.9083 บาทต่อหน่วย นับจากจัดตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558   

บลจ.ไทยพาณิชย์ดีเดย์ 24 มี.ค. จ่ายปันผล 3 กองต่างประเทศรวม 27 ล้าน

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (SCBEMBOND) จ่ายปันผลในอัตรา 0.2791 บาทต่อหน่วย นับเป็นการจ่ายปันผลครั้งที่ 4 รวมจ่ายปันผล 0.6897 บาทต่อหน่วย นับจากจัดตั้งเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2556 และอีก 1 กองทุน คือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นโกลบอลเฮลธ์แคร์ (SCBGHC) สำหรับงวดผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2562 – 29 กุมภาพันธ์ 2563 โดยจ่ายปันผลในอัตรา 0.1584 บาทต่อหน่วย นับเป็นการจ่ายปันผลครั้งที่ 4 รวมจ่ายปันผล 0.5737 บาทต่อหน่วย นับจากจัดตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558    

อย่างไรก็ตาม ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นอินเดียผันผวนมากขึ้น ด้วยค่าเงินรูปีที่อ่อนค่าลง ซึ่งเกิดจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)ปรับขึ้นดอกเบี้ยส่งผลให้ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้น นอกจากนั้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ตลาดมีความกังวลต่อดุลการค้าของอินเดียว่า จะขาดดุลเพิ่ม เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันเป็นหลักถึงเกือบ 80% ของความต้องการด้านพลังงานเชื้อเพลิงในประเทศ รวมไปถึงช่วงต้นปี 2562 มีการปะทะกันระหว่างอินเดียและปากีสถานบริเวณดินแดนแคชเมียร์ ที่ทำให้องค์ประกอบโดยรวมของตลาดอินเดียไม่ดีเหมือนตลาดอื่นๆในเอเชีย อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางอินเดียปรับลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่องในปี 2562 จาก 6% มาอยู่ที่ 5.15% และยังสามารถลดได้อีก หากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโนนายังไม่ดีขึ้น

สำหรับภาพรวมการลงทุนตราสารหนี้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวน โดยช่วงครึ่งปีแรกราคาตราสารปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในหลายประเทศที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับตัวลดลง ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าตราสารหนี้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่การแพร่ระบาดของไวรัสโคโร และการประกาศสงครามราคาน้ำมันของซาอุดิอาระเบียกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันให้มีเงินทุนไหลออกจากตราสารเสี่ยงทั่วโลก แต่คาดว่า นโยบายการเงินและการคลังฉุกเฉินที่ประกาศออกมาในหลายประเทศจะช่วยประคองและจำกัดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดได้ในระดับหนึ่ง

ขณะที่ภาพรวมหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ตั้งแต่ต้นไตรมาส 4/2562 ตลาดหุ้นในกลุ่มพัฒนาแล้วปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังได้รับแรงหนุนจากจากสภาพคล่องที่ขยายตัว หลังเฟดและสหภาพยุโรปดำเนินการมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) และแสดงจุดยืนที่จะดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ขณะที่สงครามทางการค้ามีท่าทีที่ดีขึ้น หลังสหรัฐฯและจีนบรรลุข้อตกลงทางการค้า Phase I ได้สำเร็จ ประกอบกับการเมืองในสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จึงคาดว่า จะช่วยหนุนให้ร่างข้อตกลง Brexit ฉบับใหม่ผ่านสภาได้ในที่สุด

“เดือนกุมภาพันธ์ สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเกิดเผชิญความผันผวน ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกกดดันอย่างหนักจากการระบาดของไวรัสโคโรนา ที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังพบการกระจายตัวของผู้ป่วยไปในหลาย ประเทศ สร้างความกังวลถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะลอตัวลง การจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงรวมถึงการหยุดชะงักและการขาดตอนของโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ซึ่งคาดว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกอาจเผชิญความผันผวนอยู่ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี การปรับฐานของราคาที่เกิดขึ้น ทำให้ Valuation ของกลุ่ม Healthcare มีความน่าสนใจมากขึ้น และในระยะยาวนั้น กลุ่ม Healthcare ยังคงได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร และนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ รวมถึงมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้นและความเจริญที่ขยายตัวทั่วโลกที่จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อไป”