
SSF ดันเม็ดเงิน 3 หมื่นล้าน เข้าหุ้น Q2
โบรกมองกองทุนรวม SSF และกองทุนพยุงหุ้น ช่วยลดแรงกดดันดัชนีหุ้นได้ แต่ไม่ช่วยดันพุ่งสูง ชี้ควรมีเม็ดเงินเข้ามาชดเชยเท่ากับมูลค่าซื้อสุทธิของกองทุนรวม LTF ปีละ 70,000 ล้านบาท
กลายเป็นความวิตกอย่างรุนแรงกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนา ที่มีการแพร่เชื้อระบาดไปทั่วโลก หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนเร่งตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาประกาศว่า การระบาดของไวรัสโคโรนาเข้าสู่ภาวะระบาดใหญ่ (Pandemic) ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างหนัก รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ไม่มีเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) คอยพยุงดัชนีเหมือนที่ผ่านมา
รายงานข่าวจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน(AIMC)ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม LTF ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 อยู่ที่ 353,510.76 ล้านบาท ลดลง 52,905.23 ล้านบาท จากสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 406,415.99 ล้านบาท ขณะที่การซื้อขายสะสมของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม-12 มีนาคม 2563 อยู่ในสถานะขายสุทธิ 13,221.71 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิในวันที่ 12 มีนาคม มูลค่า 4,636.95 ล้านบาท
ขณะที่กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ที่จะออกมาเสนอขายแทนกองทุนรวม LTF นั้น ล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยสามารถนำไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เพิ่มอีก 200,000 บาท จากเดิมหักลดหย่อนได้ 200,000 บาท สำหรับการลงทุนในช่วงวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายนนี้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะออกเกณฑ์การดำเนินการเร็วที่สุดภายในวันที่ 16 มีนาคมนี้ นอกจากนั้นกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมีการศึกษาและเร่งจัดตั้งกองทุนสร้างเสถียรภาพทางตลาดทุน (กองทุนพยุงหุ้น) เพื่อดูแลตลาดทุนไทยจากภาวะที่ตลาดหุ้นไม่ปกติอีกด้วย
นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัสฯ เปิดเผยว่า การออกกองทุนรวม SSF กับจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นนั้น ควรมีเม็ดเงินเข้ามาซื้อรวมกัน 70,000 ล้านบาทเท่ากับเงินซื้อสุทธิของกองทุน LTF เฉลี่ยในแต่ละปี เพื่อช่วยลดแรงกดดันการปรับลงของดัชนีหุ้นไทย อาจจะไม่ถึงกับต้องพุ่งให้สูงขึ้น แต่แค่รักษาระดับให้เหมาะสม โดยคาดว่า กองทุนรวม SSF จะมีเม็ดเงินหนุนตลาดประมาณ 20,000-25,000 ล้านบาทและกองทุนพยุงหุ้น ควรมีเม็ดเงินลงทุนประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งขนาดของกองทุนไม่ได้ใหญ่มากไป เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยมีกองทุนพยุงหุ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2535 ซึ่งขณะนั้นกองทุนมีมูลค่า 10,000 ล้านบาท บนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ที่ 1.37 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีของกองทุน SSF อีก 200,000 บาท รวมเงื่อนไขเดิม 200,000 บาท เป็น 400,000 บาท ซึ่งไม่นับรวมอยู่ในวงเงินกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หากพิจารณาในอดีตช่วงที่มีการซื้อขายกองทุนรวม LTF มีเม็ดเงินซื้อสุทธิเงินกว่า 74,000 ล้านบาทในปี 2562 เมื่อเปรียบเทียบกับวงเงิน SSF เงื่อนไขใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา คิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 5 ส่วน หรือ 40% จากวงเงิน LTF เดิม คิดเป็นอยู่ที่ 28,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น ยังมีโอกาสลดลงจาก 2 เงื่อนไขที่แตกต่างจากกองทุนรวม LTF เดิม คือ ระยะเวลาการถือครองที่นานขึ้น โดย LTF เดิมระยะเวลาถือครอง 7 ปีปฏิทิน แต่ SSF เงื่อนไขใหม่ถือครองอย่างน้อย 10 ปี (นับจากวันที่ซื้อ) รวมถึงมีช่วงเวลาที่สามารถซื้อกองทุน 3 เดือน ซึ่ง SSF เงื่อนไขใหม่เปิดขายระยะเวลา 3 เดือนเท่านั้น จึงคาดว่า เม็ดเงินซื้อสุทธิจะถูกลดทอนลง มีเงินทุนหนุนตลาดประมาณ 20,000-25,000 ล้านบาท ขณะที่อัตราการหมุนเวียนการซื้อขายของดัชนีหุ้นไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 76% หากคิดรายไตรมาสอยู่ที่ 19% คาดว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มเติมอีก 4,000-5,000 ล้านบาท ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 หนุนเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบจาก SSF เงื่อนไขใหม่ช่วงไตรมาส 2 อยู่ที่ 24,000-30,000 ล้านบาท
หน้า 13-14 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,557 วันที่ 15-18 มีนาคม 2563






