thansettakij
thansettakij
ผลกระทบทางภาษี ต่อผู้ถือหน่วยกองทุนอสังหาริมทรัพย์

ผลกระทบทางภาษี ต่อผู้ถือหน่วยกองทุนอสังหาริมทรัพย์

13 มี.ค. 63 | 03:57 น.
อัปเดตล่าสุด :08 เม.ย. 64 | 11:48 น.

ปี 2562 ที่ผ่านมา นอกจากไทยและอีกหลายประเทศจะเปลี่ยนทิศทางจากการขึ้นดอกเบี้ยเป็นลดดอกเบี้ย ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่อเงินปันผล หรือเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนสุทธิที่ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหา ริมทรัพย์ได้รับ คือการออกกฎหมายจัดเก็บภาษีจากการลงทุนในตราสารหนี้ หรือการฝากเงินของกองทุนรวมในอัตรา 15% ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2562 ที่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทไหน ก็ต้องรับภาระภาษีเท่ากัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง หรือลงทุนผ่านกองทุนรวม

ในบทความนี้ ผมขอกล่าวถึงผลกระทบต่อผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาฯว่า เป็นอย่างไรบ้าง กล่าวคือ หลักการของพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)แก้ไขประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 52 ได้ยกเลิกนิยามของกองทุนรวมในมาตรา 39 ที่ใช้อยู่เดิม และกำหนดให้กองทุนรวมที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือกฎหมายต่างประเทศ เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 โดยกำหนดให้เงินได้ดอกเบี้ยตามมาตรา 40(4)(ก) เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยพันธบัตร และดอกเบี้ยหุ้นกู้ อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีในอัตรา 15% ของรายได้ก่อนหักรายจ่ายใดๆ และไม่ต้องนำรายได้อันมิใช่เงินได้ ดอกเบี้ยมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20%

กำหนดให้ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหน่วยที่กองทุนรวมอสังหาฯเป็นผู้ออก เฉพาะที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ช) ซึ่งประเด็นนี้ หากผู้มีเงินได้ได้โอนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ผู้มีเงินได้ได้รับจะไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมก่อนพ.ร.บ.ฉบับที่ 52 ข้างต้นมีผลบังคับใช้

สำหรับเงินส่วนแบ่งกำไรที่ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาได้รับ ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) กองทุนรวมอสังหาฯในฐานะผู้จ่ายเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าว มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ของเงินส่วนแบ่งกำไรนั้น โดยผู้มีเงินได้มีสิทธิเลือกไม่นำเงินส่วนแบ่งของกำไรดังกล่าวมารวมคำนวณกับเงินได้อื่น เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี

ผลกระทบทางภาษี ต่อผู้ถือหน่วยกองทุนอสังหาริมทรัพย์

ผลกระทบทางภาษี ต่อผู้ถือหน่วยกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 319/2563 กำหนดให้กองทุนรวมอสังหาฯ ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดตามมาตรา 40(4)(ข) หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยหักไว้อัตรา 10% กรณีจ่ายให้แก่ผู้รับ ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศประกอบกิจการในไทย หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

ทั้งนี้ บริษัทจำกัด(บจ.)ที่ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาฯไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนและหลังวันที่ได้รับเงินส่วนแบ่งกำไร จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินส่วนแบ่งกำไรจำนวนกึ่งหนึ่ง (50%)และรวมถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ(บจก.) ที่ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาฯไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนและหลังวันที่ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไรจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรทั้งจำนวน(100%) เมื่อเทียบกับการถือหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาฯในลักษณะเดียวกันก่อนที่พ.ร.บ. ฉบับที่ 52 มีผลบังคับใช้

สำหรับกองทุนรวมรวมโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ถือหน่วยลงทุนประเภท บจ. และ บจก. ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม กล่าวคือ บจ.ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรจำนวนกึ่งหนึ่ง (50%) และ บจก.ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินส่วนแบ่งของกำไรทั้งจำนวน (100%) สำหรับถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาฯไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนและหลังวันที่ได้รับเงินส่วนแบ่งของกำไร โดยที่นักลงทุนประเภทบุคคลธรรมดาไทย ยังคงได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินส่วนแบ่งของกำไรจนกว่าจะครบกำหนด 10 ปีนับแต่ปีที่จัดตั้งกองทุน ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 544

จากข้อมูลข้างต้นและผลของการบังคับใช้พ.ร.บ.ฉบับที่ 52 จะเห็นว่าปัจจุบันภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินได้จากเงินส่วนแบ่งกำไร และผลประโยชน์จากการโอนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหา ริมทรัพย์ จะมีความเท่าเทียมกับทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย แต่มีข้อแตกต่างกันที่ REIT ยังไม่อยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยพันธบัตร และดอกเบี้ยหุ้นกู้ ในอัตรา 15%

คอลัมน์มันนี่ดีไอวาย

ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

หน้า 15 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,557  วันที่ 15-18 มีนาคม 2563