
ล้วงงบ2.3แสนล้าน เพิ่มจ้างงาน
ครม.ไฟเขียวหั่นงบประจำปี 63 ลง 10% เพื่อนำไปจ้างงานในพื้นที่แทน พร้อมเข็น 12 มาตรการทั้งการเงิน-ภาษี เยียวยาผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ที่ขยายวงกว้างไปยังประเทศในแถบยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่วิกฤติได้ จึงเห็นสำนักวิจัยหลายแห่งต่างทยอยปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยลง แม้จะยังไม่ถึงกลับติด ลบ แต่ส่วนใหญ่ล้วนมองตํ่ากว่า 1% ทั้งนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 จึงอนุมัติมาตรการบรรเทาผลกระทบการระบาดไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และสถานการณ์ภัยแล้ง
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบมาตรการตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยให้หน่วยงานราชการปรับลดรายจ่ายประจำที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศลง 10% เพื่อนำไปใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ และจ้างงานใน
พื้นที่ ซึ่งยังไม่ได้สรุปว่าจะมีวงเงินเท่าไร เนื่องจากต้องรอวันที่ 13 มีนาคมนี้ ส่วนแผนงานที่ใช้งบกลาง ถ้ายังไม่ได้รับการจัดสรรงบจากสำนักงบประมาณ ขอให้ชะลอการดำเนินการไปก่อน ถ้าไม่ทันภายในวันที่ 10 มีนาคมให้แจ้งสำนักงบฯภายในวันที่ 13 มีนาคม เพื่อส่งคืนสำนักงบฯ
ทั้งนี้ภายใต้กรอบงบประมาณปี 2563 เป็นรายจ่ายประจำ 2.39 ล้านล้านบาท “วาระนี้ในที่ประชุมครม.เห็นชอบตามสำนักงบฯเสนอ โดยที่ครม.ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร รวมทั้งนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร” นางนฤมล กล่าว
ขณะที่นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า ครม.เห็นชอบชุดมาตรการดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระยะที่ 1 รวม 12 มาตรการ เพื่อดูแลทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ซึ่งมีทั้งมาตรการทางการเงินและมาตรการทางภาษีประกอบด้วย 1.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ภายใต้วงเงิน 150,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยตํ่าที่ 2% ระยะเวลา 2 ปี วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย 2. มาตรการพักเงินต้น ลดดอกเบี้ยและขยายเวลาการชำระหนี้ ซึ่งจะดำเนินการโดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) เช่น ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 3.มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผ่อนปรนเกณฑ์ในการอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถอำนวยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจ และเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ได้ง่ายขึ้น และ 4.มาตรการเสริมจากสำนักงานประกันสังคม โดยเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่า วงเงิน 30,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% ในระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้กู้กับผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคม
สำหรับมาตรการทางภาษีคือ 1. มาตรการคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย จาก 3% เหลือ 1.5% โดยจะเริ่มมีผล เมษายน-กันยายน 2563 ในรอบปีภาษี 2563 2. มาตรการลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้ประกอบการ SMEs ด้วยการให้นำไปลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า 3. มาตรการส่งเสริมการจ้างงาน โดยให้นำรายจ่ายค่าจ้างมาหักลดหย่อนได้ 3 เท่าในการคำนวณภาษีเงินได้ และ 4.เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้กับผู้ประกอบการในประเทศให้เร็วขึ้น โดยหากยื่นแบบชำระภาษีทางอินเตอร์เน็ต จะคืนให้ใน 15 วัน ส่วนการยื่นที่สำนักงานสาขาสรรพากร จะคืนใน 45 วัน
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการ อื่นๆ เช่น 1. มาตรการบรรเทาการจ่ายค่านํ้า-ค่าไฟ, การคืนเงินประกันค่ามิเตอร์ไฟฟ้า 2. กองทุนประกันสังคม ลดการส่งเงินสมทบ ทั้งส่วนของนายจ้างและลูกจ้าง 3. มาตรการบรรเทาภาระค่าธรรมเนียม ค่าเช่า ค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าเช่าพื้นที่ราชพัสดุ และ 4. ให้ผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการออม(SSF) นำไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มอีก 2 แสนบาท สำหรับเงินลงทุนตั้งแต่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2563 และอาจจะขยายเวลาให้อีกหากมีความจำเป็น
“ครม.ยังเห็นชอบให้กันวงเงินงบ 20,000 ล้านบาท เพื่อการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่น ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง หรือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากที่พนักงานไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ การเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร ซึ่งกระทรวงการคลังจะหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อกำหนดรูปแบบและรายละเอียด” นายอุตตม กล่าวและว่า ที่ประชุมครม.ยังเห็นชอบให้ยกเว้นอากรนำเข้าวัสดุที่เกี่ยวข้องกับหน้ากากอนามัย เป็นเวลา 6 เดือนนับจากนี้เป็นต้นไป
ด้านนายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี (TMB Analytics) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากสัญญาณการปรับลดลงของผลต่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Inverted yield curve) ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤติเศรษฐกิจล่วงหน้าใน 16-18 เดือน โดยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ผลต่างดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 3 เดือน-10 ปี ติดลบ 0.15% และอายุ 2 ปีอยู่ที่ 0.19% สะท้อนทั้งสหรัฐฯและไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล เพื่อเตรียมจะปรับประมาณการจีดีพีปีนี้ลงอีกครั้ง ซึ่งมองว่า ไม่ถึงขั้นจะติดลบ
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมืองกล่าวว่า ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน หรือลดลงมากน้อยเพียงใด เพราะยังไม่รู้ว่า การระบาดของไวรัสโคโรนา จะยืดเยื้อแค่ไหน ซึ่งหากยืดเยื้อออกไปถึงไตรมาส 3 ปีนี้ จะทำให้เศรษฐกิจโลกทั้งปีขยายได้เพียง 2.2% จากเดิมที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า จะขยายตัวได้ 3.3% และจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 1-1.5% แต่หากลากยาวไปถึงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
เศรษฐกิจก็จะขยายตัวตํ่ากว่า 1% ได้ แต่หากยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในปีนี้ และมีการระบาดไปถึงปีหน้านั้น อาจทำให้เห็นการติดลบของเศรษฐกิจได้เช่นกัน
“ตอนนี้ทุกคนก็คาดเดา เพราะยังไม่รู้สถานการณ์จะยืดเยื้อแค่ไหน ถ้ายาวไปถึงปีหน้า เศรษฐกิจไทยก็จะติดลบได้”
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,556 วันที่ 12 - 14 มีนาคม พ.ศ. 2563






